บีโอไอ คาดงาน “อินเตอร์แมค และซับคอนไทยแลนด์ 2011” มีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท

บีโอไอ คาดงาน “อินเตอร์แมค และซับคอนไทยแลนด์ 2011” มีเงินสะพัดกว่า 5,000 ล้านบาท

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “อินเตอร์แมค และซับคอนไทยแลนด์ 2011” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 21 พฤษภาคม 2554 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค ว่า  งานนี้ถือเป็นงานใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในระดับอาเซียน  ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตของไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับทิศทางของการขยายตัวของภาคการผลิต และแนวโน้มการย้ายฐานการผลิตของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในอนาคต

โดยที่ผ่านมาสามารถสร้างโอกาสจับคู่ธุรกิจแล้วกว่า 7,100 คู่ สร้างมูลค่าทางธุรกิจกว่า 11,300 ล้านบาท รวมถึงยังช่วยกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นอีกมาก

ด้านนายชนินทร์  ขาวจันทร์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสหากรรม (BUILD) กล่าวว่า การจัดงาน ซับคอนไทยแลนด์ 2011 ครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนทั้งภายในประเทศ และต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมเปิดบูธแสดงสินค้าจำนวนถึง 245 บูธ จาก 200 บริษัท คาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ก่อให้เกิดมูลค่าการ  ซื้อขาย และติดต่อธุรกิจร่วมกันในอนาคต ไม่ต่ำกว่า  5,000 ล้านบาท  

โดยในปีนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ บริษัทผู้ผลิตรถประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรืออีโคคาร์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการผลิต  อาทิ ซูซูกิ  มาตั้งโต๊ะเจรจากับผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีศักยภาพ เพื่อผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับการผลิตรถยนต์ของบริษัททดแทนการนำเข้าในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยขยายตลาดของผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้สามารถผลิตสินค้าป้อนให้ตรงกับความต้องการของค่ายรถยนต์ได้มากขึ้น

มีการเจรจาจับคู่ธุรกิจและเชื่อมโยงอุตสาหกรรม การแสดงนิทรรศการอุตสาหกรรมสนับสนุนของไทยและภูมิภาคเอเชีย บูธการนำเสนอความต้องการชิ้นส่วนและการแสดงนโยบายจัดซื้อชิ้นส่วนของผู้ประกอบการรายใหญ่ บูธให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และมุ่งผลักดันกิจกรรมเชื่อมโยงด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนกับสถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัย เพื่อนำผลการวิจัยและพัฒนาไปต่อยอดการผลิตในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังมากขึ้น โดยให้มีคู่เจรจาด้านการวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 50 คู่

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมนำคณะนักธุรกิจศึกษาลู่ทางการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม  และการสัมมนา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ มีหัวข้อสัมมนาที่หลากหลายและน่าสนใจ เช่น โอกาสในการลงทุนธุรกิจ การผลิตรูปแบบใหม่ จนถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจรูปแบบต่างๆ  เป็นต้น