« May 2019»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

ก.พลังงาน ลงนาม PSC เอราวัณและบงกช

ก.พลังงาน ลงนาม PSC เอราวัณและบงกช
กระทรวงพลังงาน ลงนามสัญญา PSC แหล่งเอราวัณ และบงกช

ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้ลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) สำหรับแปลงสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทยหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณ) กับ บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด และ สัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทยหมายเลข G2/61 (แหล่งบงกช) กับ บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

โดยการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทยทั้ง 2 ฉบับ เพื่อให้มีการลงทุนผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชในอ่าวไทย ในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งเริ่มมีการผลิตในปี 2524 และสัญญาสัมปทานสำหรับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของทั้ง 2 แหล่งกำลังจะสิ้นอายุลงในปี 2565 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงดำเนินการเปิดประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทั้ง 2 แปลง เพื่อให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณมากพอตามความต้องการใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้เงื่อนไขที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ จนได้ผู้ชนะการประมูลนำมาสู่การลงนามสัญญาในวันนี้

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ดำเนินการเปิดประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้ง 2 แปลง เป็นการทั่วไป ด้วยการออกหนังสือเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประมูลภายใต้ระบบ PSC เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 โดยมีผู้ยื่นซองเอกสารประมูล เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2561 เป็นกลุ่มผู้รับสัมปทานรายเดิม 2 กลุ่ม ที่มีความชำนาญและมีความมั่นใจว่าจะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่องและในปริมาณตามเงื่อนไขของการประมูลได้

หลังจากนั้น กระทรวงพลังงานใช้เวลา 2 เดือนในการคัดเลือกผู้ชนะการประมูล และนำเข้าเสนอพิจารณาอนุมัติคณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 จึงได้มีมติตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงานโดยคำแนะนำของคณะกรรมการปิโตรเลียม อนุมัติให้ บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตในแปลงสำรวจหมายเลข G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และบริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นผู้ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตในแปลงสำรวจหมายเลข G2/61 (แหล่งบงกช)

ในการประมูลดังกล่าว ได้กำหนดให้ผูกพันปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติขั้นต่ำสำหรับ 10 ปีแรกของระยะเวลาการผลิต ที่ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับแหล่งเอราวัณ และ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับแหล่งบงกช

ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตทั้ง 2 แปลง ได้เสนอราคาค่าคงที่สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติที่ 116 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบันของทั้ง 2 แปลง นับเป็นจุดเริ่มต้นของฐานพลังงานใหม่โดยจะทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติลดลงจากเดิมในราคาประมาณ 6 - 7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู มาอยู่ที่ประมาณ 4 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูกลงยังทำให้ค่าไฟลดลงประมาณ 15-20 สตางค์ต่อหน่วย จากเดิมที่ราคา 3.60 บาทต่อหน่วย ลดลงมาอยู่ที่ 3.40 บาทต่อหน่วย ด้วย นอกจากนั้น โรงแยกก๊าซธรรมชาติในประเทศยังได้รับก๊าซธรรมชาติในปริมาณเพียงพอกับการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ในการผลิตเป็นก๊าซ LPG และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในราคาต้นทุนที่แข่งขันได้ อีกทั้งผลจากการที่มีการผลิตก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่มากพอที่จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในราคาที่ไม่แพงได้เป็นพื้นฐานในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในแผน PDP 2018 จาก 30% เป็น 53% ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

ทั้งนี้ ผู้บริโภคจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 5.5 แสนล้านบาท งบประมาณเข้ารัฐเพิ่มอีก 1 แสนล้านบาท ประโยชน์โดยรวมจึงอยู่ที่ 6.5 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 10 ปี

“การลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิตระหว่างกระทรวงพลังงานกับผู้ที่ได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยทั้ง 2 แปลง ในวันนี้ จะสามารถเป็นหลักประกันว่าประเทศไทยและประชาชนจะมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งปิโตรเลียมในประเทศใช้อย่างต่อเนื่องในราคาที่ไม่แพง รวมทั้งจะสามารถสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้แข็งแกร่งต่อไป” นายศิริ กล่าว

นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิง กล่าวว่า หลังจากลงนามสัญญาแล้ว ผู้ชนะประมูลต้องส่งแผนเตรียมการลงทุน ผลิตก๊าซมาให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ภายใน 45 วัน และหลังจากนั้น จึงจะทราบรายละเอียดว่าผู้ได้รับสิทธิ์ แต่ละแปลงจะใช้เงินลงทุนอย่างไร

ทางด้าน นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า หลังการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต แปลง G1/61 และแปลง G2/61 ปตท.สผ. อีดี จะเดินหน้าตามแผนงานที่ได้เตรียมการไว้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรักษาความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจากทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณ โดยในส่วนของแหล่งบงกช ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการอยู่แล้วนั้น บริษัทสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องทันที ส่วนแหล่งเอราวัณนั้น ปตท.สผ. อีดี จะดำเนินงานตามแผนงานเพื่อการเปลี่ยนผ่านสิทธิการดำเนินการ (Transiton of Operations) โดยจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้ดำเนินการแหล่งเอราวัณในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการและผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อเป็นพลังงานให้กับประเทศได้อย่างต่อเนื่องในปี 2565

สำหรับแผนการดำเนินงานทั้งแหล่งบงกชและเอราวัณตามข้อเสนอสัญญาฯ ที่จะรักษาระดับการผลิตก๊าซฯ ตั้งแต่ปี 2565 ไปจนถึงตลอดช่วงอายุสัญญาฯ ไม่น้อยกว่า 700 และ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามลำดับนั้น ปตท.สผ. อีดี วางแผนที่จะลงทุนอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท สำหรับการพัฒนาแหล่ง เช่น เจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิต การก่อสร้างแท่นผลิตเพิ่มเติม

ในด้านของแผนทรัพยากรบุคคล ปตท.สผ. อีดี ยินดีต้อนรับเพื่อนพนักงานทุกคนที่พร้อมจะร่วมสร้างความต่อเนื่องในการดำเนินการของแหล่งเอราวัณ และร่วมสานต่อในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับแผนทรัพยากรบุคคลแหล่งเอราวัณได้ภายในปีนี้

สำหรับข้อเสนอที่ ปตท.สผ. อีดี ยื่นต่อรัฐฯ ในการประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณว่าค่าคงที่ราคาก๊าซที่ 116 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งได้เสนอไปนั้น บริษัทมั่นใจว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้ง ปตท.สผ. เองที่ยังคงได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ ปตท.สผ. อีดี สามารถเสนอค่าคงที่ราคาก๊าซที่ต่ำลงนั้น เนื่องมาจากการเป็นผู้ดำเนินการทั้งแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ จะทำให้บริษัทมีปริมาณการผลิตก๊าซฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีผลตอบแทนจากขายก๊าซฯ เพิ่มขึ้นตามปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตก๊าซฯ ให้ลดลงได้จากการผสานประโยชน์ (Synergy) ในการดำเนินการทั้ง 2 แหล่งร่วมกัน เช่น ค่าบริหารจัดการส่วนกลาง, ค่าเจาะหลุม ค่าแท่นหลุมผลิต ค่าใช้จ่ายของระบบโลจิสติกส์ และการจัดหาสินค้าและบริการต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 20 – 25%

สำหรับการดำเนินการในแหล่งเอราวัณ ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมทุนกับ บริษัท มูบาดาลา ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด ในสัดส่วนการลงทุน 60% และ 40% ตามลำดับ ส่วนแหล่งบงกช ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการเอง ด้วยสัดส่วนการลงทุน 100%

Tags :

https://www.greenglobeinstitute.com/Frontend/Home.aspx