« March 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

เมนู

 

บีซีพีจี ผลประกอบกำไรสุทธิ 2,219 ล้านบาท

บีซีพีจี ผลประกอบกำไรสุทธิ 2,219 ล้านบาท
บีซีพีจีแถลงผลประกอบการปี 2561
กำไรสุทธิ 2,219 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 25

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2561 มีกำไรสุทธิ 2,219 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 25 มีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งผลการดำเนินงานที่ดีในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น และรับรู้ผลกำไรเต็มปีจากโครงการในประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 67 และกำไรต่อหุ้นที่ 1.11 บาท เทียบกับอัตรากำไรสุทธิของปี 2560 ที่ร้อยละ 53.4 และกำไรต่อหุ้นที่ 0.89 บาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.16 บาทต่อหุ้น รวมจ่ายเงินปันผลทั้งปีในอัตราหุ้นละ 0.64 บาท คิดเป็นเงินปันผลรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,278 ล้านบาท

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจใน ปี 2561 บริษัทฯ ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการจำหน่ายสินทรัพย์โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 โครงการให้แก่กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) รวมทั้งการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในประเทศไทย กำลังการผลิต 9 เมกะวัตต์ และประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิต 4 เมกะวัตต์ โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,320 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานของโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยโดยรวมดีขึ้นจากปี 2560 เล็กน้อย หรือร้อยละ 1 อยู่ที่ 2,869 ล้านบาท ทั้งนี้ รายได้จากการดำเนินงานของโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 6 คิดเป็น 451 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการขายสินทรัพย์ของโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่นเข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานส่งผลให้ไม่มีการบันทึกรายได้ในไตรมาสที่ 4/2561 อย่างไรก็ตาม การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโกเต็มบะในช่วงไตรมาสที่ 2/2561 ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในปี 2561 ได้ในบางส่วน

สำหรับการลงทุนในประเทศฟิลิปปินส์ บริษัทฯ มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานลม (ก่อนการหัก amortization) เพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านบาทเป็น 73 ล้านบาท ในปี 2560 มีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเต็มปีเป็นปีแรก เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีการรับรู้เพียง 7 เดือน และทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งปี 2561 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 144 เป็น 46 ล้านหน่วย (ตามสัดส่วนการถือหุ้น) ทั้งนี้ ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นยังเป็นผลจากค่าเฉลี่ยชั่วโมงในการผลิตไฟฟ้าต่อวัน (Capacity Factor) ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 37 จากร้อยละ 30 ในปี 2560 โดยปัจจัยสนับสนุนความสามารถในการผลิตไฟฟ้ามาจากความเร็วลมเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่อง จากการที่มีพายุพัดผ่านเข้ามายังบริเวณที่ตั้งโครงการ อาทิ ดีเปรสชั่นเขตร้อน มรสุมและไต้ฝุ่นในระหว่างปี

ในขณะที่ประเทศอินโดนีเซีย ในปี 2561 บริษัทฯ มีส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าความร้อนใต้พิภพเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 129 หรือ 761 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรก เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีการรับรู้เพียง 5 เดือน ซึ่งทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งปี 2561 เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 145 มาอยู่ที่ 1,250 ล้านหน่วย (ตามสัดส่วนการถือหุ้น)
ทั้งนี้ในปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,219 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 เป็นจำนวน 445 ล้านบาท หรือร้อยละ 25 จาก 1,774 ล้านบาท มีสาเหตุหลักมาจากการบันทึกกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์เข้า IFF ในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งผลการดำเนินงานของโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดี โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ ร้อยละ 67 และกำไรต่อหุ้นที่ 1.11 บาท
ณ สิ้นปี 2561 สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 31,557.9 ล้านบาท ทรงตัวเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560 ส่วนหนี้สินรวมอยู่ที่ 16,416 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.4 สาเหตุหลักมาจากการลดลงของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย โดย ณ สิ้นงวด อยู่ที่ 15,567 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.6 จากสิ้นปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน หลังจากการจำหน่ายสินทรัพย์โครงการโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่นเข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปลายไตรมาสที่ 3/2561 จำนวน 2,028 ล้านบาท

สำหรับในปี 2562 นี้ บริษัทฯ จะยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์คือโครงการลมลิกอร์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช (กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์) ในไตรมาสที่ 2/2562 และโครงการมหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาดที่บริษัทได้รับคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้เป็นผู้ติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนพื้นที่หลังคากำลังการผลิตรวม 12 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปลายปี 2562 ในขณะที่แผนการขยายธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้นนั้น บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจพลังงานสะอาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยโดยตรงมากขึ้น เน้นการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงให้บริการการจัดการด้านพลังงานหรือ energy as a service นำนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถผลิตพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วยตัวเองและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยในปีนี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุนสำหรับการขยายกิจการใหม่และโครงการที่มีอยู่เดิมรวมทั้งสิ้นประมาณ 8,600 ล้านบาท

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ได้มีมติอนุมัติให้เสนอขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นในการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2561 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.16 บาท และเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลงวดวันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2561 ที่ได้จ่ายไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.48 บาท จะเป็นเงินปันผลที่จ่ายในปี 2561 รวมอัตราหุ้นละ 0.64 บาท คิดเป็นเงินรวมประมาณ 1,278 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 6 มีนาคม 2562 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เมษายน 2562 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขึ้นเครื่องหมาย XD (Exclude Dividend) ในวันที่ 5 มีนาคม 2562 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 ในวันที่ 9 เมษายน 2562 เวลา 13.30 น. ณ อาคารเอ็มทาวเวอร์ ถนนสุขุมวิท

Tags :