« March 2019»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

เมนู

 

IRPC ผลประกอบการ 258,919 ล้านบาท

IRPC ผลประกอบการ 258,919 ล้านบาท
IRPC แจ้งผลประกอบการปี 2561 พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ GDP

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เปิดเผย ผลประกอบการปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 258,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากปีก่อน โดยมาจากราคาขายและปริมาณขายปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันหลังจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาส 1 ปี 2560 โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) จำนวน 33,607 ล้านบาท (13.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปี 2560 สาเหตุหลักจากปริมาณขายเพิ่มขึ้น จากกำลังการผลิตที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา
จากการที่ในช่วงปลายปี 2561 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกที่ต่ำกว่าคาดการณ์ สาเหตุจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทำให้บริษัทฯ ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 1,238 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 32,370 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 18,344 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 10 โดยบริษัทฯ มีค่าเสื่อมราคาจำนวน 8,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โครงการขยายกำลังการผลิตโพลีโพรพิลีน (โครงการ PPE/PPC) ในช่วงปลายปี 2560 ถึงแม้มีภาษีเงินได้จำนวน 1,147 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 47 เนื่องจากกำไรจากการดำเนินงานลดลง และบริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ในปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 7,735 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 32

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 64,233 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาขายปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ โดยใช้อัตราการกลั่นที่ 208,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 โดยมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) มีจำนวน 8,879 ล้านบาท (14.09 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการกลับมาผลิตตามปกติของหน่วยผลิต Hyvahl และ RDCC หลังจากการหยุดผลิตตามแผนในไตรมาส 3/2561 ทำให้บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 4,728 ล้านบาท (7.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 4,151 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 52 และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 534 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 90 ส่งผลให้ไตรมาส 4 ปี 2561 บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิจำนวน 1,627 ล้านบาท กำไรลดลงร้อยละ 164 เทียบกับไตรมาส 3/2561

จากผลประกอบการข้างต้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นสมควรให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 9 สตางค์ รวมเป็นเงินประมาณ 1,839 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 24 ของกำไรสุทธิปี 2561 โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท เป็นเงิน 2,043 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าว จะจ่ายแก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัทฯ ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 19 เมษายน 2562

นายนพดล กล่าวว่า "บริษัทฯ ยังคงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ชื่อ GDP (Power of Growth, Power of Digital และ Power of People) เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์เป็น “บริษัทปิโตรเคมีชั้นนำของเอเชียในปี 2563”

“ส่วนภาพรวมในอนาคตมองว่า IRPC มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย”

Tags :