« September 2020»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   

เมนู

 

“ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป" ต้นแบบธุรกิจยั่งยืน

ช่วงที่เข้ามาทำงาน เป็นช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งพอดี ซึ่งช่วงนั้นเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่าน่าจะเป็นจังหวะดีที่จะหาตลาดส่งออก เพื่อให้เรา Enjoy กับเงินบาทที่มันอ่อนค่าลง ซึ่งตลาดแรกที่เราเข้าไปคือเกาหลีใต้" นี่คือคำพูดบางส่วนที่สินีนุช โกกนุทาภรณ์กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ บอกกับ Money Chat

กลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น คือหนึ่งตัวอย่างของธุรกิจที่ไม่เคยมองวิกฤตเป็นวิกฤต แต่จะมองวิกฤตเป็นโอกาสมากกว่า เพราะถ้าลองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2475 ซึ่งเป็นช่วงที่เป็นต้นกำเนิดของ กลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น เรียกว่าผ่านวิกฤตมาแล้วนับไม่ถ้วน 

ธุรกิจตั้งต้นของกลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์นคือการทำไร่อ้อยและทำโรงงานนํ้าตาลทรายแดง แต่เมื่อได้ไปศึกษาดูวิธีการทํานํ้าตาลของยุโรป (ซึ่งแตกต่างจากของไทยในสมัยนั้นโดยสิ้นเชิง) ทำให้ผู้บริหารไทยอีสเทิร์นในรุ่นนั้น (ซึ่งเป็นทายาทรุ่นแรก) ตระหนักทันที่ว่า นี่คือวิกฤตของธุรกิจ และหากยังปลูกอ้อยต่อไปก็สู้ฝรั่งไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงได้เริ่มต้นศึกษาการปลูกพืชชนิดใหม่ทดแทนการปลูกอ้อย สุดท้ายมาลงเอยที่ยางพาราและปาล์มนํ้ามันจนมาสามารถต่อยอดและพัฒนาจากการเป็นเกษตร สู่เกษตรอุตสาหกรรมได้อย่างในปัจจุบัน

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น ถูกส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว ความน่าสนใจของธุรกิจนี้ คือการอยู่รอดมาได้ท่ามกลางวิกฤตในหลายยุค ที่น่าสนใจคือ การเอาตัวรอดในยุควิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งในขณะนั้น เป็นวิกฤตของใครหลายคนและไม่เพียงแต่อยู่รอดเท่านั้น แต่ในช่วงปี 2540-2550 ยังเป็นยุคของการเติบโต และขยายธุรกิจอย่างมั่นคง หรือเรียกได้ว่าเป็นช่วงแห่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มบริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ปอีกด้วย 

สินีนุชบอกว่า การจะนำพาองค์กรให้สามารถผ่านวิกฤตไปได้ คือธุรกิจต้องไม่มีความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงของไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป ที่อยากจะยกตัวอย่าง ก็อย่างเช่น 1.ลูกค้า ที่อาจจะล้มหายตายจากไปหรือไม่มีความมั่นงคง เป็นต้น ความเสี่ยงที่ 2. คือการไม่มีการบริหารจัดการภายในที่ดี โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างยางพารา ที่ต้องให้ความสำคัญกับการจัดการสต๊อกเป็นอย่างมาก ซึ่งเธอบอกว่า หากสามารถจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและผ่านวิกฤตไปได้

และด้วยความที่ธุรกิจของไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญมาหลายยุค ทำให้เธอมองว่า การตีโจทย์ให้ออกว่าจุดเปลี่ยนของธุรกิจในแต่ละยุคคืออะไร

ซึ่งในยุคนี้หรือในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป เชื่อว่า ความยั่งยืน จะมีบทบาทมากขึ้น เพราะจากนี้ไปลูกค้าจะไม่มองเพียงคุณภาพของสินค้าเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของ Supply chain จึงเป็นโจทย์สำคัญของเราว่าจากนี้ไป จะทำอย่างไรให้เรา เกษตรกร ลูกค้า สามารถเป็ยห่วงโซ่ที่ยั่งยืนร่วมกัน

ความยั่งยืนของ Supply chain จะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่การให้ความรู้เกษตรกร ในการพัฒนาจัดการสวนยางพารา  ตัวเราเองก็ต้องกลับมาปรับกระบวนการผลิตให้ Green ผสานกับการนำนวัตกรรมมาใช้ รวมถึงการลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย ต่อเนื่องไปที่ลูกค้า ที่ต้องไปปรับสินค้าให้ออกมาเป็นมิตรกับสิ่งแวกล้อม เป็นต้น ซึ่งห่วงโซ่ในลักษณะนี้ ต้องทำคู่กันไปตลอดทั้ง Supply chain จึงจะเกิดความยั่งยืนขึ้นมาได้

และอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ปไปสู่เป้าหมายความยั่งยืนได้คือการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ สินีนุชบอกว่า อันดับแรก เรามีโอกาสที่จะโตได้อีกมาก ทั้งจากการขยายกำลังการผลิต และความร่วมมือกับพาร์เนอร์ แต่ปัจจุบันเราใช้แหล่งเงินจากธนาคารอย่างเดียว ซึ่งเรามองว่าธุรกิจคอมมอดิตี้ หากจะพึ่งพาการเงินแหล่งเดียวอาจจะเป็นความเสี่ยงของธุรกิจได้ จึงมองว่า ในขณะที่เรายังมีตลาดอยู่ และคู่ค้าเองก็อยากเติบโตไปพร้อมกับเรา การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายความยั่งยืน ควบคู่ไปกับความสามารถในขยายกิจการเพื่อรองรับโกรทในอนาคตของเราได้อย่างเพียงพอ