« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

เมนู

 

GPSC ปรับกลยุทธ์ลงทุนใหม่ หากไม่สามารถซื้อ GLOW ได้

GPSC ปรับกลยุทธ์ลงทุนใหม่ หากไม่สามารถซื้อ GLOW ได้
GPSC เดินหน้าปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ หากไม่สามารถซื้อ GLOW ได้

GPSC ยังต้องเดินหน้าขยายการลงทุน แม้จะไม่สามารถควบรวมกิจการกับ GLOW ได้ แต่มั่นใจไม่กระทบต่อบริษัท เพราะมีแผนการดำเนินการต่อเนื่อง ปตท.ย้ำไม่มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใน GPSC เพราะมีหุ้นที่ขายอยู่ในตลาดมากถึง 30-40% พร้อมผลักดันขยายการลงทุนในพื้นที่ EEC ที่ GPSC มีประสบการณ์ในเรื่องของการจ่ายไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรม

หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ไม่อนุมัติคำขอเพื่อรวมกิจการ โดยการเข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ใน บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW เพราะการดำเนินการดังกล่าวส่งผลต่อการลดการแข่งขันในการให้บริการพลังงาน ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 การรวมกิจการดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่อุตสาหกรรมในบางพื้นที่ จะมีบริษัทที่มีอำนาจการบริหารกิจการไฟฟ้าลดลงเหลือเพียงรายเดียว จึงเป็นการลดการแข่งขัน ถึงแม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่การให้บริการไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งผู้รับบริการอาจมีทางเลือกในการรับบริการจาก กฟภ. แต่การให้บริการของ กฟภ.ไม่สามารถทดแทนการให้บริการของลูกค้ากลุ่ม GLOW ได้ เพราะเหตุผลทางคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการปิโตรเคมีที่ต้องการความมีเสถียรภาพ รวมทั้ง กฟภ.ยังต้องจำหน่ายไฟฟ้าในราคาเดียวกันทั่วประเทศ ทำให้ไม่สามารถให้ส่วนลดกับผู้รับบริการได้ ส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขัน

เมื่อ กกพ.มีมติดังกล่าว GPSC ได้ตัดสินใจยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของ กกพ. เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีการนำเสนอข้อมูลใหม่เพิ่มเติม และแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดการลดการแข่งขันที่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งผลการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผูกขาดและลดการแข่งขันทางการค้าจากต่างประเทศเข้าไปในเอกสารประกอบ ซึ่งคาดว่าข้อมูลใหม่ดังกล่าวน่าจะสามารถตอบโจทย์ข้อกังวลได้ครอบคลุมทั้งหมดตามที่ กกพ. ระบุ

ซึ่งทาง GPSC ได้นำแนวทางการตัดสินมาพิจารณาศึกษาอย่างถี่ถ้วน พบว่า เหตุผลสำคัญอันเป็นที่มาของการไม่เห็นชอบตามมติดังกล่าว เกิดจากข้อกังวลที่ว่าการรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันการจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่อุตสาหกรรมบางพื้นที่ ถึงแม้ว่าพื้นที่นั้นจะมีการให้บริการไฟฟ้าของ กฟภ. อยู่ด้วยก็ตาม ขณะที่ หนังสือขออนุญาตรวมกิจการที่ GPSC ได้ยื่นให้ กกพ. พิจารณาในครั้งแรกนั้นยังขาดรายละเอียดของข้อมูลที่สำคัญ เช่น การดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการลดการแข่งขันในพื้นที่เฉพาะที่เป็นส่วนน้อยของภาพรวมการรวมกิจการ รายละเอียดหลักเกณฑ์การปฏิบัติต่อลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมและประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะเกิดขึ้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็มีคำถามว่า หาก GPSC ไม่สามารถซื้อหุ้น GLOW ได้ ทิศทางการเติบโตของบริษัทจะเดินหน้าไปทางไหนอย่างไร นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บอกว่า เดิมทีการทำธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. เริ่มจากค่อยๆ ทำทีละเล็กทีละน้อยเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับบริษัทในกลุ่ม ปตท. โดยใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ หลังจากนั้น ก็เริ่มเข้าไปสู่การผลิตไฟฟ้าที่เป็นพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ตามนโยบายการลงทุนของกลุ่ม ปตท. ที่ต้องการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่การขยายธุรกิจของ GPSC นั้น ไม่ได้ไปทำลายระบบของไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่จะเน้นการทำระบบไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมตั้งอยู่ และมีความต้องการใช้น้ำร้อนน้ำเย็นในโรงงานอุตสาหกรรม และเน้นขยายการลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น จะเห็นได้จากการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำลิก ใน สปป.ลาว

“ณ วันนี้ GPSC เข้าไปยังไม่สามารถเข้าไปควบรวมกิจการกับ GLOW ได้ ภาพจากนี้ก็จะเปลี่ยนไป โดยส่วนใหญ่ไฟฟ้าก็ยังอยู่ที่มาบตาพุด เป็นการทำเพื่อรองรับให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ได้มีภาพที่ GPSC จะออกไปทำไฟฟ้าอันอื่น เพราะ GPSC มีความสามารถและรู้ว่าโรงงานอุตสาหกรรมมีความต้องการอย่างไร สิ่งที่อุตสาหกรรมต้องการคือไฟฟ้าที่มีความเสถียร 24 ชั่วโมงตลอดเวลา ส่วนราคาค่าไฟฟ้าที่ขายก็ถูกควบคุมจาก กกพ. จึงอยู่บนพื้นฐานการทำงานภายใต้กฎ กติกาอยู่แล้ว” นายชาญศิลป์ กล่าว

เรื่องโครงสร้างการถือหุ้นใน GPSC ที่มีกลุ่ม ปตท.ถืออยู่ คงไม่ใช่ประเด็นอะไร เพราะ GPSC เป็นบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปตท.ก็ไม่ได้ถือหุ้นในสัดส่วนที่มาก และก็มีสัดส่วนหุ้นที่ขายอยู่ในตลาดประมาณ 30-40% เพราะฉะนั้นจึงเป็นการบริหารงานเหมือนเอกชนทั่วไป

ส่วนเรื่องการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนของ GPSC เพื่อการเติบโตในอนาคต เดิมทีมองว่าการซื้อหุ้น GLOW จะเป็นฐานให้ GPSC ได้ ก็มองไปที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีการเติบโตของอุตสาหกรรมจำนวนมาก ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็น่าจะเพิ่มขึ้น แต่ GPSC ก็จะดำเนินงานภายใต้กติกาของ กกพ. อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ต้องดูเรื่องการยื่นอุทธรณ์ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร

สำหรับ GPSC ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 เกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง 2 บริษัทในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ของกลุ่ม ปตท. คือ บริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ จำกัด (PTTUT) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) จำกัด (IPT) เพื่อเป็นแกนนำในการดำเนินธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาลงทุน และดำเนินการด้านธุรกิจไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หลังจากนั้น GPSC ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 โดยมี ปตท.ถือหุ้น 30.1% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ถือหุ้น 30.3% บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 11.9% และบริษัท ไทยออยล์ เพาเวอร์ จำกัด ถือหุ้น 27.7%

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 GPSC ได้เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้โครงการสร้างผู้ถือหุ้นของ GPSC ภายหลังการจดทะเบียนเปลี่ยนไปเป็น ปตท. ถือหุ้น 22.58% GC ถือหุ้น 22.73% ไทยออยล์ ถือหุ้น 8.91% ไทยออยล์ เพาเวอร์ ถือหุ้น 20.79% และหุ้นที่เสนอขายให้ประชาชนทั่วไป 25%

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา GPSC ไม่ได้พึ่งการเติบโตจากการควบรวมกิจการกับ GLOW เพียงอย่างเดียว เพราะ GPSC บอกมาตลอดว่าจะมีการขยายงานเพิ่มขึ้น โดยนางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและบัญชีองค์กร ของ GPSC กล่าวว่า เมื่อถึงที่สุดแล้วไม่สามารถซื้อหุ้น GLOW ได้ ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการเติบโตของบริษัท เพราะบริษัทมีแผนเติบโตไปกับกลุ่ม ปตท. และเติบโตการลงทุนโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ โดยมีการศึกษาโครงการการลงทุนโรงไฟฟ้าต่างๆ อยู่ในแผนแล้ว เช่น โครงการโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ในเมียนมาร์ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในปีหน้า การศึกษาการลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ และในปีหน้าก็จะมีโครงการโรงไฟฟ้า 3 แห่ง จะสามารถจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ โดยมีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 392 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้สิ้นปีหน้า กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,922 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,530 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ ก็ยังมีอีก 1 โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง กำลังการผลิต 18 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะ COD ได้ในปี 2563

จากนี้ไปต้องรอดูผลการอุทธรณ์การควบรวมกิจการกับ GLOW ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เห็นจากภาพที่ GPSC ได้ฉายออกมาแล้ว ก็คงไม่ต้องกังวลว่าการเติบโตในบริษัทจะหยุดชะงัก เพราะที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า GPSC ยังเดินหน้าเพื่อเติบโตในอุตสาหกรรมไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป