« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

New S-Curve ดัน ปตท.ไปไกลสุดๆ

New S-Curve ดัน ปตท.ไปไกลสุดๆ
New S-Curve ดัน ปตท.ไปไกลสุดๆ

ปตท. เดินหน้าธุรกิจใหม่ New S-curve ที่เหมาะสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Disruptive Technology) และกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม มุ่งลงทุนธุรกิจไฟฟ้าไปให้แบบสุดๆ ถึงการขายยานยนต์ไฟฟ้า และทำห่วงโซ่ธุรกิจ (Value Chain) ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ที่จะลงทุน LNG อย่างครบวงจร

เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิต และรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการผลิตพลังงาน การใช้พลังงาน และประเภทของพลังงานมากพอสมควร จากความก้าวหน้าของการวิจัย ต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลก จะทำให้การใช้พลังงานฟอสซิล คือ น้ำมัน ก๊าซฯ และถ่านหิน เติบโตลดลงเรื่อยๆ มีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น การผลิตพลังงานทดแทนจะผ่านรูปแบบการผลิตไฟฟ้าไปใช้ต่อ สัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบอื่นๆ จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการพัฒนาเรื่องการกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และยานยนต์ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจน้ำมันยังมีการใช้อยู่ 10-20 ปี ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า หลังจากนั้นจะชะลอตัวลง ส่วนก๊าซฯ ยังเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ระยะยาว เพราะมีการเปลี่ยนรูปแบบมากขึ้น และยังเป็นพลังงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

กลุ่ม ปตท. ต้องปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาวให้มากขึ้น

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมา ปตท.ประกาศกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ 3D คือ Do Now การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยการเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement) ซึ่งในปีที่ผ่านมากลุ่ม ปตท.สามารถสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี (EBIT) ได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท Decide Now การเร่งตัดสินใจการลงทุนเพื่อการเติบโต โดยมุ่งเน้นความชำนาญในธุรกิจปัจจุบัน และต่อยอดธุรกิจเดิม และ Design Now การลงทุนใน New S-Curve เพื่อการเติบโตในระยะยาว ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกตามทิศทางเทคโนโลยีใหม่

ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์ ปตท. พบว่า ธุรกิจไฟฟ้าจะการเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในห่วงโซ่ธุรกิจ ปตท. จึงได้เข้าไปศึกษาในหลายแง่มุมของการทำธุรกิจ โดยเริ่มต้นจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ พลังงานทดแทน โดยมี บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เป็นผู้ลงทุน ซึ่งกำลัง

ศึกษาด้านแบตเตอรี่อย่างขมักเขม้นกับ 24M เพื่อหาโอกาสที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุดในการลงทุน

ปตท.มองว่าการเข้าไปลงทุนในบริษัทวิจัยด้านแบตเตอรี่ และลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในเทคโนโลยีทั่วโลก เป็นเรื่องที่อยากลงทุนจริงจัง ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเห็นการร่วมทุนกับบริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่ ส่วนการลงทุนต่อเนื่องอื่นๆ จะมีหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต และจะนำไปสู่ธุรกิจใหม่ในอนาคต

ระหว่างทางจึงต้องเตรียมการเชื่อมต่อห่วงโซ่ธุรกิจนี้ ด้วยการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า หารือกับผู้ที่สนใจจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การทำระบบกักเก็บไฟฟ้า หรือแม้แต่กระทั่งการผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีบริษัทลูกอย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ที่จะช่วยผลิตเม็ดพลาสติกเกรดพิเศษที่มีน้ำหนักเบาเหมาะสำหรับใช้ในการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า

ปตท.ได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับ 6 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ที่มีความสนใจจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ประกอบด้วย BMW, Mercedes-Benz, Volvo, Porsche, Mitsubishi และ Nissan ที่จะร่วมมือศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาโอกาสในธุรกิจที่เกี่ยวข้องร่วมกัน ที่ผ่านมาได้จัดตั้งสถานีนี้ชาร์จแบตเตอรี่ โดยร่วมมือกับทาง BMW ในการพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังศึกษาไปไกลถึงความเป็นไปได้ในการเป็นตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) รถยนต์ BEV เพราะเห็นว่าเมื่อมีการสร้างสถานีชาร์จแบตเตอรี่ นอกสถานีบริการน้ำมันแล้ว ก็ควรจะมีโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาควบคู่ด้วย เมื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายแล้ว ก็ต้องขยายธุรกิจไปสู่การบริการสนับสนุนการใช้รถยนต์ BEV ที่จะต้องมีศูนย์บริการซ่อม การประกันยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน ปตท.ก็มีศูนย์บริการ FIT ที่ดำเนินงานให้บริการซ่อมรถยนต์อยู่แล้ว

"ปตท.ยังไม่ได้เจาะจงถึงขั้นจะขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่ แต่เป็นการศึกษาไปทุกทางเพื่อให้เห็นโอกาสในการลงทุน เป็นการเปิดกว้างในการทำธุรกิจใหม่ของ ปตท. การจะเข้าไปอยู่ในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า วัตถุประสงค์เดียวเพื่อให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้ วันนี้จึงต้องเข้าไปศึกษา พูดคุย แลกเปลี่ยนเพื่อเตรียมความพร้อมองค์กร ถ้าอันไหนพูดคุยถึงระดับหนึ่ง และเห็นความเหมาะสม ก็จะพิจารณาลงทุน ซึ่งในปีนี้จะชัดเจนทั้งหมด” นายเทวินทร์ กล่าว

ด้านนายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล ของ ปตท. บอกว่า ห่วงโซ่ธุรกิจของแบตเตอรี่ ปตท.ได้ศึกษาตั้งแต่ด้าน Materials ตั้งแต่ธุรกิจเหมืองลิเทียม, Components, การผลิตแบตเตอรี่ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า, Module & Packs, Users ซึ่งจะเป็นสถานีอัดประจุ ส่วนสุดท้าย

เป็นการรีไซเคิลของธุรกิจแบตเตอรี่ เพื่อดูว่าการลงทุนใดมีความเหมาะสมและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ และสุดท้ายเป็นเรื่องของ Smart Grid ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญของห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันได้เซ็นเอ็มโอยูกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อช่วยกันดูเรื่องนี้เพื่อให้เกิด Smart Grid ต่อไป

ในส่วนธุรกิจไฟฟ้า นายเทวินทร์ บอกว่า ปตท.อยู่ระหว่างการพิจารณาการทำเทรดดิ้งธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้ หลังจากจะสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการซื้อ LNG ปริมาณ 2.6 ล้านตัน/ปี จากแหล่งโมซัมบิก ที่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 8.5%

“สิ่งที่รอคือความชัดเจนจากกระทรวงพลังงานว่า LNG จากแหล่งนี้จะถูกนำเข้าคำนวณราคาก๊าซฯ ในระบบซื้อขายก๊าซฯ ของประเทศ (pool gas) หรือไม่ หากกระทรวงพลังงานไม่ให้ LNG จากแหล่งโมซัมบิกมาคำนวณในระบบ ปตท.จะทำตลาดซื้อขายเอง ซึ่งอาจจะเป็นการขายในประเทศและในต่างประเทศ” นายเทวินทร์ กล่าว

ระบบ pool gas คือ การนำก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทย ก๊าซฯ จากเมียนมาที่นำเข้ามาใช้ในประเทศ ก๊าซฯ จากแหล่งในพื้นที่คาบเกี่ยวไทย-มาเลเซีย (JDA) และ LNG สัญญาระยะยาวรวม 5.2 ล้านตัน/ปี ที่ ปตท.นำเข้าตามสัญญาระยะยาวจากประเทศกาตาร์ 2 ล้านตัน/ปี เชลล์ 1 ล้านตัน/ปี บีพี 1 ล้านตัน/ปี และเปโตรนาส 1.2 ล้านตัน/ปี นำราคาก๊าซฯ ทั้งหมดนี้มาเฉลี่ยเพื่อขายในประเทศ

ความแตกต่างระหว่าง LNG ที่เข้ามาในระบบ pool gas จะการันตีการรับซื้อที่แน่นอนจากภาครัฐ แต่ ปตท.จะได้รับเพียงมาร์จิ้นที่ได้จากค่าบริหารจัดการเท่านั้น แต่หากไม่ได้เข้าระบบ pool gas ปตท.จะต้องรับความเสี่ยงจากปริมาณการซื้อขาย เพราะ ปตท.จะเป็นผู้ซื้อ LNG ตามสูตรราคาซื้อขายของสัญญา แต่เวลาขาย LNG จะขายในราคาตลาด หากขายได้ในช่วงที่ราคา LNG ปรับขึ้นจะทำให้ ปตท.ได้กำไรมากขึ้น แต่หากราคา LNG ในตลาดปรับตัวลดลง ปตท.ก็จะได้กำไรน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ปตท.มองว่าความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศยังเติบโตมากขึ้น เพราะในอนาคตก๊าซฯ จากอ่าวไทยจะหมดลงไปเรื่อยๆ ก็อาจจะมีการนำเข้า LNG จากแหล่งนี้มาใช้ในประเทศส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งอาจจะขายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น

สำหรับการทำเทรดดิ้ง LNG ปตท.จะใช้ศักยภาพจากคลัง LNG ที่มีอยู่ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ขนาด 10ล้านตัน/ปี และอยู่ระหว่างขยายเป็น 11 ล้านตัน/ปี การก่อสร้างคลัง LNG แห่งที่ 2 ที่หนองแฟบ จ.ระยอง อีก 7.5 ล้านตัน/ปี ซึ่งคลังนี้ยังขยายได้อีก 7.5 ล้านตัน/ปีในอนาคต นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษา

คลัง LNG ในรูปแบบเรือลอยน้ำ FSRU (Floating Storage Regasification Unit)ในเมียนมา และคลัง FSRU ทางภาคใต้ ซึ่งสามารถใช้เป็นศูนย์ส่งออกได้

ปตท.ยังมองโอกาสการทำธุรกิจเรือขนส่ง LNG ที่จะรับขนส่งจากแหล่งผลิต ซึ่งจะอยู่ในส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ธุรกิจ LNG ที่ ปตท.ดำเนินการอยู่ ตั้งแต่การเข้าร่วมผลิตในแหล่งผลิต การร่วมทุนในโรงงานผลิต LNG กับปิโตรนาส ซึ่งการเจรจาซื้อ LNG ก็จะเน้นการเข้าไปร่วมทุนในแหล่งผลิตด้วย โดยมองหาการนำเข้า LNG จากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย

จะเห็นได้ว่าการลงทุนในอนาคตของ ปตท. มีรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนในอดีต ที่เน้นการลงทุนทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ หากธุรกิจไหนมีอัตราการเติบโต ก็มีนโยบายที่จะผลักดันการลงทุนทั้งกลุ่ม โดยใช้จุดเด่นที่แต่ละบริษัทในเครือมี ช่วยกันสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น จะได้เห็น ปตท.ลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ มากขึ้น แสดงถึงความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป และทำให้ ปตท.อยู่ได้อย่างมั่นคง

Tags :