« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

ไทยออยล์ คาดผลประกอบการปีนี้ดีขึ้นต่อเนื่อง

ไทยออยล์ คาดผลประกอบการปีนี้ดีขึ้นต่อเนื่อง

ไทยออยล์ คาดผลประกอบการปีนี้ดีขึ้นต่อเนื่อง

นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP กล่าวในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 11 เมษายน ว่า แนวโน้มผลการดำเนินในปีนี้คาดว่าจะดีต่อเนื่องจากปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศที่กำลังฟื้นตัว โดยธุรกิจโรงกลั่นยังมีทิศทางที่ดี เพราะไม่มีกำลังผลิตใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังเพิ่มขึ้น ในขณะที่กลุ่ม ปตท. ได้ประเมินทิศทางราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้อยู่ที่เฉลี่ย 60-65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงกว่าระดับเฉลี่ย 53.2 เหรียญสหรั/บาร์เรลในปีก่อน ส่วนธุรกิจปิโตรเคมี ในสายอะโรเมติกส์ทั้งผลิตภัณฑ์พาราไซลีน (PX) และเบนซีน มีโอกาสถูกกระทบจากกำลังผลิตใหม่จากซาอุดิอาระเบียและเวียดนามที่จะเข้ามาสู่ตลาด แต่ความต้องการใช้พาราไซลีนยังอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับกำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นจึงไม่กระทบมากนัก ส่วนเบนซีนความต้องการใช้ยังเติบโตต่ำกว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น บริษัทจึงมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตนำเบนซิน ซึ่งมีมาร์จินไม่ดีมาผลิตเป็นน้ำมันเบนซินทดแทน

โดยคาดว่าไตรมาส 1 ปีนี้ มีโอกาสกำไรจากการเก็บสต๊อกน้ำมันแต่ไม่มากนัก เพราะราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน ส่วนปีนี้ทั้งปีจะมีกำไรจากการเก็บสต๊อกน้ำมันหรือไม่ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่หากประเมินจากราคาน้ำมันเฉลี่ยในช่วงเดือนธันวาคม 2560 เฉลี่ยที่ 61 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กับราคาเฉลี่ยน้ำมันเดือนเมษายน 2561 เฉลี่ยที่ 65 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้บริษัทมีกำไรสต๊อกน้ำมัน 4 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

บริษัทยังศึกษาโอกาสในการลงทุนและหาพันธมิตรร่วมลงทุนในต่างประเทศ โดยได้วางแผนการลงทุนในกิจการที่มีความชำนาญไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน ทั้งในธุรกิจปิโตรเลียม ปิโตรเคมี สารละลาย และยังศึกษาการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเอทานอล รวมไปถึงการหาการซื้อกิจการ (M&A) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และมองหาธุรกิจใหม่ (New S-Curve Business) หรือรูปแบบธุรกิจโมเดลใหม่

บริษัทมองโอกาสขยายตลาดน้ำมันไปยังกลุ่ม CLMV ที่มีความต้องการใช้น้ำมันในระดับสูง แม้ว่าจะมีคู่แข่งโดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันในเวียดนามที่เพิ่งเดินเครื่องผลิต แต่กำลังการกลั่นยังไม่เพียงกับความต้องการใช้ภายในประเทศ และเวียดนามยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ประกอบกับเป็นโรงกลั่นใหม่ใช้เงินลงทุนสูง จึงเชื่อว่าบริษัทจะแข่งขันด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำก็กว่าได้

นอกจากนี้ บริษัทยังไม่มีแนวคิดจะแตกมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากปัจจุบันที่อยู่ 10 บาท/หุ้น เพราะราคาหุ้นของบริษัทในขณะนี้ก็ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 บาท/หุ้น

ทางด้าน นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านการกลั่นและปิโตรเคมี TOP กล่าวว่า โครงการพลังงานสะอาด (Clean fuel Project : CFP) ที่จะเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันเป็น 4 แสนบาร์เรล/ จาก 2.75แสนบาร์เรล/วันในปัจจุบัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2.4-4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้อยู่ระหว่างคัดเลือกผู้รับเหมา ซึ่งมีผู้มายื่นประมูล 2 กลุ่ม จากยุโรปและเอเชีย จะได้ข้อสรุปกลางปีนี้ และคาดว่าจะตัดสินใจลงทุนในขั้นตอนสุดท้ายภายในไตรมาส ปีนี้

นอกจากนี้ จะมีการยื่นโครงการเพื่อขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แม้โครงการจะตั้งอยู่ใน จ.ชลบุรี แต่เป็นพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และส่วนหนึ่งจากการผลิตจะใช้สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตของโครงการปิโตรเคมีระยะที่ 4 ของประเทศ ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการจะเสนอแพ็กเกจเพิ่มเติมเพื่อเจรจากับภาครัฐ

Tags :