« May 2018»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เมนู

 

กลุ่มบางจาก ประกาศลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท

กลุ่มบางจาก ประกาศลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท

กลุ่มบางจาก ประกาศลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท


บางจากลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท พร้อมก้าวสู่ยุค 4.0 เตรียมลงทุนนิคมอุตสาหกรรมไบโอเคมีครบวงจร รองรับการลงทุนใน EEC ที่ฉะเชิงเทรา โดยจะผลักดัน บีบีจีไอ เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้ และคาดว่ายอดขายของบางจาก จะถึง 2 แสนล้านบาทในปีนี้ หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บางจากวางแผนการลงทุนระยะ 5 ปี (ปี 2561-2565) ของบางจาก และบริษัทในกลุ่ม จะใช้งบลงทุนประมาณ 1.13 แสนล้านบาท โดยจะเป็นเงินลงทุนเฉพาะส่วนของบางจากประมาณครึ่งหนึ่ง และ 1 ใน 3 จะเป็นการลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจ (EEC) โดยจะขยายธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล และนวัตกรรมด้านพลังงานที่ทันสมัยมาพัฒนาต่อยอดธุรกิจ เตรียมพร้อมในทุกมิติ เพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสังึมและเศรษฐกิจไทยในยุค 4.0 พร้อมกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถ มุ่งสู่กลุ่มบริษัทนวัตกรรมสีเขียวชั้นนำในเอเชีย

สำหรับปี 2560 บางจากมีกำลังการกลั่นน้ำมันเฉลี่ย อยู่ที่ 1.11 แสนบาร์เรล/วัน โดยในเดือนมีนาคม สามารถกลั่นน้ำมันเฉลี่ยได้ 1.21 แสนบาร์เรล/วัน ตลอดทั้งเดือน ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมัน บางจากมีแผนดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการกลั่น โดยให้ความสำคัญในด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเป็นอันดับสูงสุดในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต โดยการดำเนินโครงการ 3E ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2563 ซึ่งจะสามารถขยายกำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันได้เป็น 1.33-1.4 แสนบาร์เรล/วัน ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.2 แสนบาร์เรล/วัน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บางจากมีแผนจะหยุดซ่อมบำรุง 45 วันในเดือนเมษายน-มิถุนายน 2561

ทางด้านธุรกิจการตลาด ในปีนี้จะสร้างระบบนิเวศน์สีเขียวและประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Eco System) เพิ่มความทันสมัยในทำเลยุทธศาสตร์ในรูปแบบ Greenovative Experience และจะนำระบบดิจิทัลมาใช้ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการรับบริการ

โดยส่วนแบ่งทางการตลาดน้ำมันในประเทศ เฉลี่ยเดือนมกราคม-พศจิกายน 2560 อยู่ที่ 15.4% เป็นอันดับ 2 และในเดือนพฤศจิกายน เฉลี่ยอยู่ที่ 15.8%

สำหรับยอดขายรวมของบางจากในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท หากระดับราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และอาจจะถึง 2 แสนล้านบาท หากธุรกิจอื่นๆ เติบโตขึ้น

ทั้งนี้ มีแผนจะลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV เพิ่มขึ้น โดยเริ่มขยายจากร้านกาแฟอินทนิล และจะมีธุรกิจอื่นๆ ตามมา

บางจากยังมีแผนที่จะลงทุนขยายธุรกิจใน EEC โดยจะจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะเห็นว่าเป็นศูนย์กลางที่สามารถเชื่อมต่อใน EEC ได้ง่าย เพราะเป็นจังหวัดที่เชื่อมกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ไม่ไกลจากรถไฟรางคู่ ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องวัตถุดิบ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะสร้างดำเนินโครงการไบโอเคมีครบวงจร ทั้งที่มาจากปาล์มน้ำมัน และอ้อย

ในส่วนของธุรกิจลิเธียม ขณะนี้การออกแบบเสร็จแล้ว คาดว่าจะก่อสร้างแพลนแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 3-4 ปี 2562 โดยตามการลงทุนของบางจากจะได้รับลิเธียม จำนวน 2,500 ตัน ซึ่งเพียงพอที่จะผลิตรถปลั๊กอินไฮบริดได้ 1.5 แสนคัน แบตเตอรี่ 800 ล้านเครื่อง ในปี 2563 ซึ่งถือว่าเป็นอนาคตที่ดีมาก

ทางด้าน นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนการลงทุนของบีซีพีจีใน 3 ปีข้างหน้า ยังคงให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในประเทศที่อยู่ในเอเชีย-แปซิฟิค โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน 3 หมื่นล้านบาท เน้นลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 เพื่อรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ และ EBITDA ไม่ต่ำกว่าปีละ 15-20%

ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 200 เมกะวัตต์ จากสิ้นปี 2560 บีซีพีจี มีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามสัดส่วนถือหุ้นรวมประมาณ 600 เมกะวัตต์ จากการลงทุนใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ ประกอบด้วย พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานความร้อนใต้ภิภพ โดยเป็นโครงการที่ผลิตแล้ว 394 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 191 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ มีวางแผนว่าอีก 200 เมกะวัตต์ที่จะเพิ่มขึ้น จะมาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าในส่วนที่เป็น Retail ผ่านธุรกิจโซลาร์รูฟท็อปในประเทศในรูปแบบต่างๆ 30 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 170 เมกะวัตต์ จะมาจากธุรกิจรูปแบบปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ

ส่วนนายพงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ จะพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีด้านชีวภาพเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีกำลังการผลิตรวม 1.71 ล้านลิตร/วัน โดยไบโอดีเซล B100 มีกำลังการผลิตที่ 8.1 แสนลิตร/วัน และเอทานอล มีกำลังการผลิตที่ 9 แสนลิตร/วัน ซึ่งมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตในสัดส่วนที่ บีบีจีไอ ถือหุ้นให้ได้ 2 ล้านลิตร/วัน และมีแผนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะทำโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ ที่ใช้วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมัน และอ้อย ซึ่งบีบีจีไอมีวัตถุดิบที่มีความมั่นคงมากจากโรงงานน้ำมันซึ่งเป็นผู้ร่วมทุน

ซึ่งปัจจุบันทางบางจากกำลังจัดหาที่ดินเพื่อจัดทำนิคมฯ ซึ่งอาจจะต้องใช้ที่ดินหลายพันไร่ เนื่องจากที่ดินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้ก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซล และเอทานอล ไปแล้ว ไม่เพียงพอหากจะทำไบโอเคมี คอมเพล็กซ์

โดยแผนการลงทุน 5 ปีนี ในช่วง 2 ปีแรกจะใช้เงินลงทุนไม่มากนัก อยู่ระหว่าง 1.5 พันล้านบาท/ปี เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงาน และขยายกำลังการผลิตที่เป็นคอขวด แต่ในช่วง 3-5 ปีถัดไป หากตัดสินใจโครงการลงทุนในไบโอคอมเพล็กซ์เรียบร้อยแล้ว ก็คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนที่สูงขึ้นมาก

นอกจากนี้ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561

Tags :