« May 2018»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เมนู

 

เอสซีจีเดินหน้าลงทุนวัสดุก่อสร้างในอินโดนีเซีย

เอสซีจีเดินหน้าลงทุนวัสดุก่อสร้างในอินโดนีเซีย

เอสซีจีเดินหน้าลงทุนในภูมิภาคตามวิสัยทัศน์มุ่งสู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน เตรียมซื้อหุ้น PT Keramika Indonesia Asosiasi Tbk (KIA) 1 ใน 5 ผู้ผลิตเซรามิก รายใหญ่ของอินโดนีเซีย พร้อมธุรกิจจัดจำหน่ายของ PT Kokoh Inti Arebama Tbk (Kokoh) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่มีเครือข่ายทั่วประเทศอินโดนีเซีย มั่นใจอินโดนีเซีย มีศักยภาพเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อมเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำอาเซียน

นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การเงินและการลงทุน เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีมุ่งมั่นผลักดันธุรกิจสู่การเติบโตในภูมิภาคตามวิสัยทัศน์สู่ผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ล่าสุดได้ขยายการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย โดย เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขกับ บริษัท PT Keramika Indonesia Assosiasi (KIA) 1 ใน 5 ผู้ผลิตเซรามิกรายใหญ่ของประเทศอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 94% ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตเซรามิกรวมของเอสซีจีเพิ่มขึ้นจากเดิม 122 ล้านตารางเมตร เป็น 149 ล้านตารางเมตร เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำด้านกำลังการผลิตระดับโลก และจะทำให้กำลังการผลิตเซรามิกของเอสซีจีในอินโดนีเซียเพิ่มจากเดิม 4 ล้านตารางเมตร เป็น 31 ล้านตารางเมตร

ทั้งนี้ ในปี 2553 ความต้องการใช้เซรามิกในอินโดนีเซียเติบโตขึ้นประมาณ 10% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 185 ล้านตารางเมตร  ซึ่งคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี

นอกจากนี้ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขกับ บริษัท PT Kokoh Inti Arebama (Kokoh) ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ที่มีเครือข่ายทั่วอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 70% Kokoh นอกจากจะมีเครือข่ายจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศอินโดนีเซียแล้ว ยังมีแผนการดำเนินธุรกิจและฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ทั้งยังมีพนักงานที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะส่วนเสริมสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายและศักยภาพการขยายตลาดของเอสซีจีในประเทศอินโดนีเซียได้เป็นอย่างดี

“เอสซีจี มีความมั่นใจในศักยภาพของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง พร้อมเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำอาเซียน การขยายการลงทุนในครั้งนี้ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อตอบแทนสิ่งที่ดี สร้างประโยชน์ให้ชุมชน และสร้างความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้กับอินโดนีเซียด้วย” เชาวลิต กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบัน ธุรกิจของเอสซีจีในประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ โรงงานผลิตพีวีซี เรซิน และเมลามีน ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โรงงานผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังเซรามิค กระเบื้องซิเมนต์ใยธรรมชาติ และแผ่นยิบซัม ในธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง โรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ ในธุรกิจซิเมนต์ และบริษัท SCG Trading ในธุรกิจจัดจำหน่าย

สำหรับ PT Keramika Indonesia Assosiasi เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้ชื่อย่อ KIAS มีสินทรัพย์รวม 4,220 ล้านบาท โดยในปี 2553 มียอดขายรวม 1,941 ล้านบาท ทั้งนี้ KIA เป็น 1 ใน 5 ผู้นำธุรกิจเซรามิกในประเทศอินโดนีเซีย มีส่วนแบ่งการตลาด 10% โดยมีโรงงานผลิตรวม 3 แห่ง ตั้งอยู่ที่เกาะชวาตะวันตกใกล้กับจาการ์ตา 2 โรงงาน และเกาะชวาตะวันออกใกล้กับสุราบายาอีก 1 โรงงาน มีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิก (สำหรับบุผนังและปูพื้น) รวมทั้งสิ้น 27 ล้านตารางเมตร และมีกำลังการผลิตกระเบื้องหลังคาเซรามิกและอุปกรณ์ รวมทั้งสิ้น 23 ล้านชิ้น

ส่วน PT Kokoh Inti Arebama Tbk เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้ชื่อย่อ KOIN มีสินทรัพย์รวม 1,627 ล้านบาท โดยในปี 2553 มียอดขายรวม 2,203 ล้านบาท ทั้งนี้ Kokoh ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายโดยมีเครือข่ายร้านค้าอยู่ทั่วประเทศ โดยเน้นจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ได้แก่ กระเบื้องบุผนังและปูพื้นเซรามิก กระเบื้องหลังคาเซรามิก สินค้าสุขภัณฑ์ สีทาผนัง และยิปซั่มบอร์ด และมีสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์