« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

Ft พ.ค.-ส.ค. เพิ่ม 14 สต.

Ft พ.ค.-ส.ค. เพิ่ม 14 สต. 

 
ค่าไฟฟ้าเอฟทีงวดเดือน พฤษภาคม-สิงหาคมปรับตัวเพิ่มขึ้น 14 สต. ตามต้นทุนราคาน้ำมัน และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง  

นายนภดล มัณฑะจิตร กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยภายหลังการ แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 3 ปี เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2554 ว่าแนวโน้มอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่ พฤษภาคม – สิงหาคม มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากปัจจัยแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นจะมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทย มีสัดส่วนถึง 70% โดยในวันที่ 29 เมษายนนี้ จะมีการพิจารณาเบื้องต้นโดยพิจารณาถึงผลกระทบรอบด้านทั้งภาคประชาชนและผู้ผลิต

“มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะให้ทางผู้ผลิตไฟฟ้าร่วมรับภาระต้นทุนด้วย เพื่อไม่ให้เป็นผลักภาระในภาคประชาชนทั้งหมด เพราะอาจจะซ้ำเติมค่าครองชีพที่ในขณะนี้ปรับสูงขึ้น” นายนภดล กล่าว            

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า เบื้องต้นจากการดูราคาก๊าซธรรมชาติ พบว่ามีการปรับสูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบในขณะนี้สูงกว่า 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่มีการคำนวณค่าไฟฟ้าจากฐานราคาน้ำมันอยู่ที่ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น

“ค่าเอฟทีงวดใหม่จะขึ้นมากน้อยขนาดไหน จากที่งวดเดือน มกราคม – เมษายน  อยู่ที่หน่วยละ 86.58 สตางค์  คงจะขึ้นอยู่กับ กกพ. ซึ่งดูแนวโน้มราคาก๊าซที่อิงราคาน้ำมันแล้วคงจะไม่มีโอกาสลงมาอยู่ในระดับต่ำได้อีก ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยถ้าหากจะมีการแทรกแซงราคาโดยให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เช่น กฟผ. เข้ามาร่วมรับภาระ โดยควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงและร่วมกันประหยัด” นายสุทัศน์ กล่าว            

นายสุทัศน์ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ ที่ กกพ. กำลังพิจารณาและจะปรับผลตอบแทนการลงทุน ของ กฟผ. ให้ลดลงจาก 8 % ลดลงเหลือ 6% นั้น กฟผ. ยอมรับได้หากมีการเกลี่ยในอัตราที่เหมาะสมแต่ไม่ควรที่จะต่ำมากเกินไปเพราะ กฟผ. มีภาระ เรื่องการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่รองรับการใช้ที่สูงขึ้น ซึ่ง หากต่ำมากจะกระทบต่อฐานะการเงินมีผลต่อเรื่องการกูยืมเงินซึ่งอาจทำให้ต้นทุนสูงและกรทบต่อค่าไฟฟ้าในที่สุด

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ต้นทุนค่า เอฟที อาจจะมีการปรับขึ้นประมาณ 14 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอ่อนค่าลง รวมถึง ปริมาณการใช้ไฟฟ้าโดยรวมลดลงจากคาดการณ์เนื่องจากอากาศหนาวเย็นและมีฝนตก


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากจะมีการพิจารณาเรื่องค่าไฟฟ้าแล้วยังมีเรื่องค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ  อยู่ในระหว่างการพิจารณาโครงสร้างการใช้คลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีการดำเนินการก่อสร้างแล้ว และจะสามารถเริ่มนำเข้าในกลางเดือน พฤษภาคม นี้ โดย กกพ. เสนอให้ ปตท. ลงทุนในโครงการ แอลเอ็นจี ครบวงจร เพื่อความมั่นคงทางด้านการนำเข้าก๊าซฯในอนาคต โดยควรลงทุนแบบครบวงจร อาทิ ลงทุนในแหล่งผลิต เรือขนส่ง ระบบคลัง 


โดย กกพ. มีความเห็นว่า การลงทุนในการสร้างคลังเก็บก๊าซธรรมชาติของ ปตท. นั้นน่าจะเปิดโอกาสให้กับเอกชนรายอื่นๆในการใช้คลังดังกล่าว โดยคิดค่าบริการในการใช้คลัง เพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจการนำเข้า ก๊าซแอลเอ็นจี เนื่องจากในอนาคตก๊าซดังกล่าวคาดว่าจะมีบทบาทมากขึ้น จากการต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินในประเทศไทย