« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

คลัง ชงครม.รื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่

คลัง ชงครม.รื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่
 
กระทรวงการคลังเตรียมเสนอครม.พิจารณาโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่หลังได้ข้อสรุปแล้ว ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมแจงเอกชนกระทบไม่มาก

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า ได้ข้อสรุปโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่แล้ว คาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์น่าจะเสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงการคลังพิจารณาและเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ได้ต่อไป โดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เพียงออกเป็นประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งโครงสร้างภาษีใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่เป็นภาษีที่สร้างแรงจูงใจให้เอกชนมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า ได้หารือร่วมกับ 4 ค่ายรถที่ผลิตรถกระบะได้แก่ บริษัท โตโยต้า มิตซูบิชิ อีซูซุ และเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม  ซึ่งกังวลจะได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหม่ โดยยืนยันว่า ทั้งรถกระบะและรถกระบะ 5 ประตู (พีพีวี) จะถูกเก็บภาษีเพิ่มไม่ถึง 5% อีกทั้งยังให้เวลาปรับตัวไม่น้อยกว่า 2 ปี

โดยปัจจุบันค่ายรถยนต์มีเทคโนโลยีที่มีความพร้อม หากพัฒนาเรื่องการประหยัดพลังงาน การปล่อยมลพิษและเรื่องความปลอดภัยได้ดี อาจจะทำให้เสียภาษีในอัตราเท่าเดิม หรือน้อยลงกว่าเดิมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการพัฒนาของแต่ละบริษัท

ส่วนนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. บอกว่า อยู่ระหว่างรอดูความชัดเจนขอเกณฑ์ใหม่ แต่ที่ผ่านมาเอกชนเคยเสนอขอเวลาปรับตัว 5 ปี ซึ่งกำหนดให้ปรับปรุงตามมาตรฐานยูโร 4 ภายใน 2 ปี เพื่อลดปล่อยมลพิษสามารถทำได้ทัน แต่หากต้องเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์ 1-2 ปี คงปรับตัวลำบาก แต่หลังจากหารือกับรัฐก็คลายความกังวลระดับหนึ่ง เพราะได้รับการยืนยันว่าผลกระทบจะมีไม่มากนัก
         
ขณะที่นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งให้ตนเป็นประธานศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศทั้งระบบ เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีในปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมและไม่สนับสนุนศักยภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี

โดยครั้งนี้ถือมีความจำเป็นและต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน หลังจากนั้นไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องทำเรื่องนี้ต่อ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งรายได้ภาครัฐที่เหมาะสมควรจะอยู่ในระดับ 18% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 16% ของจีดีพี เพื่อให้เหมาะสมกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาล