« November 2018»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

เมนู

 

อนาคตไบโอดีเซล

อนาคตไบโอดีเซล

จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้หลายประเทศตื่นตัวในการที่จะลดการใช้พลังงานที่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล มาเป็นพลังงานทดแทน หรือพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยก็ได้มีการจัดทำแผนแม่บทพลังงานทดแทน 15 ปี โดยหนึ่งในแผนมีการส่งเสริมให้มีการใช้ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นการนำวัตุถุดิบที่มาจากพืช เช่น อ้อย มันสำปะหลัง เป็นต้น มาผลิตเป็นไบโอดีเซล บี100 เพื่อนำไปผสมในน้ำมันดีเซลในสัดส่วนต่างๆ เพื่อลดการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลลง เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานได้ส่งเสริมให้มีการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซล 2 ประเภท คือ น้ำมันดีเซล บี3 หรือมีสัดส่วนของ บี100 ผสมลงในเนื้อน้ำมันในสัดส่วน 3% และน้ำมันดีเซล บี5 หรือมีสัดส่วนของ บี100 ผสมลงในเนื้อน้ำมันในสัดส่วน 5% โดยมีแผนว่าในปี 2554 จะประกาศบังคับน้ำมันดีเซล บี5 เกรดเดียว เพื่อให้เพิ่มการใช้ไบโอดีเซล บี100 ให้มากขึ้น และให้สามารถบรรลุเป้าหมายของแผนพลังงานทดแทน 15 ปีในการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล และเกษตรกรก็จะได้รับประโยชน์จากการที่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้เพิ่มขึ้น ในราคาที่เป็นธรรม

เดิมกระทรวงพลังงานตั้งเป้าว่า จะประกาศบังคับใช้น้ำมันดีเซล บี5 เกรดเดียว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา แต่กำหนดการก็เลื่อนตั้งแต่เป็นประกาศในช่วงไตรมาสแรก ไปจนถึงไตรมาสที่สอง จนล่าสุดยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน

ทั้งนี้ เป็นเพราะในปีที่ผ่านมาประเทศประสบปัญหาภัยแล้ง เกิดภาวะเพลี้ยกระโดดระบาด และเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ ทำให้ผลผลิตเสียหาย และลดลง ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของน้ำมันไบโอดีเซลเกิดความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อนโยบายการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล

ล่าสุดกระทรวงพลังงานโดย คณะกรรมการนโยบายบริหารพลังงาน (กบง.) มีมติให้ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ให้จำหน่ายดีเซลเพียงเกรดเดียว คือ บี3 เพื่อลดการใช้น้ำมันปาล์มดิบลง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน และมีราคาสูง เดิมทีกระทรวงพลังงานตั้งใจที่จะให้ผู้ค้าน้ำมันผลิตน้ำมันดีเซล บี2 เท่านั้น แต่คณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติให้ลดเหลือแค่ บี3 เท่านั้น เพราะเห็นว่าได้มีการอนุมัติให้มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศเพิ่มอีก 1.2 แสนตัน จากที่ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว 3 หมื่นตัน น่าจะเพียงพอที่จะนำมาใช้ผลิตน้ำมันพืช และผสมเป็นน้ำมันดีเซล บี3 ได้

จะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องน้ำมันปาล์มอย่างไร ผู้ค้าน้ำมันก็ทำการขานรับทันที โดยเริ่มต้นที่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ก็นำร่องเป็นบริษัทแรกในการที่จะขาย ดีเซล บี3 เป็นเจ้าแรกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และ ปตท.ก็ได้ขานรับแล้วว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 7 วันจากนี้หลังจาก กบง.มีมติดังกล่าว ส่วนบริษัท เชลล์ในประเทศไทย ซึ่งขายน้ำมันดีเซล บี5 อย่างเดียว ก็ต้องปรับตัวแต่ก็พร้อมที่จะทำตามนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ขอให้อำนวยความสะดวกในเรื่องกฎระเบียบในการกลับมาผลิต บี3 เท่านั้น

อย่างไรก็ตามปัญหาน้ำมันปาล์มรัฐบาลคาดว่าจะหมดไปในเดือนเมษายน หลังจากที่ผลผลิตปาล์มล๊อตใหม่เริ่มออกสู่ตลาด ซึ่งกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังลุ้นกันอย่างใกล้ชิด ว่าผลผลิตปาล์มจะเพียงพอสำหรับใช้ในประเทศหรือไม่ ทั้งการผลิตเป็นน้ำมันพืช และการใช้ผสมในน้ำมันดีเซล เพื่อที่จะผลักดันการบังคับใช้น้ำมันดีเซล บี5 เกรดเดียวให้เกิดได้เร็วที่สุด

แต่ปัญหาก็คือ การผลิตน้ำมันที่มีส่วนผสมของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีความไม่แน่นอนของผลผลิตสูงมาก และหากในปีนี้เกิดปัญหาภัยแล้ง หรืออุทกภัยขึ้นอีก จะมีการแก้ปัญหากันอย่างไร เพราะหากกระทรวงพลังงานตัดสินใจที่จะประกาศน้ำมันดีเซล บี5 เกรดเดียวแล้ว การจะกลับมาผลอย่างอื่นอีกเหมือนเช่นที่เกิดในช่วงนี้ อาจจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน ผู้ประกอบการต้องมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และต้องมีการวางแผนส่งเสริมการตลาดกันใหม่ เป็นปัญหาที่ท้าทายกระทรวงพลังงานอย่างยิ่งในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะผู้ประกอบการเองก็คงไม่อยากให้นโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้ และผู้บริโภคเองก็อาจจะเกิดความไม่มั่นใจในการที่เปลี่ยนการใช้น้ำมันไปมาว่าจะมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์หรือไม่ เพราะหากเกิดเหตุการอย่างนี้ขึ้น กระทรวงพลังงานอาจจะต้องเสียแรงเพิ่มในการที่จะสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอีก