« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

คลังกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

คลังกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

หลังจากที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี3 ในประเทศ ได้ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 30.29 บาทต่อลิตร เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง เข้าหารือเพื่อที่จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล บี3 ลดลงต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร ซึ่งได้เคยประกาศนโยบายไว้ว่าจะดูแลราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร โดยจะใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล หรือมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงมา โดยพิจารณาตามความเหมาะสม

ในวันที่ 8 ธันวาคม กระทรวงพลังงานได้เรียกประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการลดราคาดีเซลลงมาให้อยู่ในระดับ 30 บาทต่อลิตร ได้บทสรุปว่า กบง.อนุมัติให้มีการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซล บี3 ลง 50 สตางค์ต่อลิตร จากปัจจุบันที่จัดเก็บอยู่ 65 สตางค์ต่อลิตร โดยให้มีผลในวันที่ 9 ธันวาคม เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการลดลงเพียง 30 สตางค์ต่อลิตร เพราะผู้ค้าน้ำมันมีค่าการตลาดน้ำมันดีเซลเฉลี่ยนอยู่ในระดับต่ำ ประมาณ 90 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จึงถูกนำไปเพิ่มให้ค่าการตลาดน้ำมันดีเซลส่วนหนึ่ง และอีก 30 สตางค์ต่อลิตร นำไปลดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี3 กลับลงมาอยู่ที่ 29.99 บาทต่อลิตร ในวันนี้

จะเห็นได้ว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลโดยใช้กองทุนน้ำมันฯ เข้ามาดูแลทำให้ราคาน้ำมันกลับลงมาต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตร แต่หากมีการปรับราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลขึ้นอีกรอบ ก็จะทำให้ราคาเกิน 30 บาทต่อลิตรอีกรอบหนึ่ง และมีแนวโน้มเป็นไปได้มาก เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพลังงานประกาศว่าจะไม่มีการใช้กองทุนน้ำมันฯ ในการดูแลราคาน้ำมันดีเซลแล้ว แต่จะให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะแม้ว่ากองทุนน้ำมันจะมีเงินอยู่ในกองทุนมากถึง 28,674 ล้านบาท ในปัจจุบัน แต่ต้องใช้ในการชดเชยราคาพลังงานหลายประเภท โดยเฉพาะภาระที่หนักที่สุด คือ การชดเชยส่วนต่างราคานำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ต้องชดเชยไป ประมาณ 2,429 ล้านบาท จากการนำเข้าแอลพีจี 143,426 ตัน และในเดือนธันวาคมนี้ คาดว่าจะมีการนำเข้าประมาณ 140,000 ล้านบาท แต่จากราคาแอลพีจีในตลาดโลกที่สูงขึ้นในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 921 ล้านบาท ซึ่งสูงขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่อยู่ 782 ล้านบาท ก็คาดว่าจะทำให้การชดเชยราคานำเข้าแอลพีจีของเดือนธันวาคมจะอยู่ที่ประมาณ 2,500-2,600 ล้านบาท

และจากการลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ของน้ำมันดีเซล บี3 ก็ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบประมาณ 537 ล้านบาทต่อเดือน และการที่ไม่ลดเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันที่เหลืออีก 15 สตางค์ต่อลิตร เพราะจะทำให้กองทุนน้ำมันมีรายได้หายไปอีก 120 ล้านบาทต่อเดือน ก็จะกระทบต่อสถานะกองทุนน้ำมันฯ มากขึ้น และการลด 15 สตางค์ต่อลิตร ไม่ได้มีผลกระทบทางด้านจิตวิทยาต่อการใช้น้ำมันเลย ส่วนเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่มีอยู่จะเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ชดเชยราคาแอลพีจี และการส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล และไบโอดีเซล บี5 หากเงินกองทุนน้ำมันฯ หมดไป ก็จะกระทบต่อราคาพลังงานตัวอื่นให้เพิ่มขึ้นด้วย และจะกระทบต่อแผนการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของรัฐบาลในอนาคต

กระทรวงพลังงานได้เรียกร้องให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงเพื่อช่วยบรรเทาปัญหา แต่จากการหารือในเบื้องต้นกระทรวงการคลังยังไม่คิดที่จะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงมา เพราะในปัจจุบันกระทรวงการคลังมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 2 ตัว คือ บี3 จัดเก็บในอัตรา 5.31 บาทต่อลิตร และ บี5 จัดเก็บในอัตรา 5.04 บาทต่อลิตร แต่ภายในปีหน้ากระทรวงพลังงานจะประกาศให้มีการใช้น้ำมันดีเซล บี5 เกรดเดียวทั่วประเทศ ซึ่งการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตของ บี5 ต่ำกว่า บี3 จำนวน 27 สตางค์ต่อลิตร

เมื่อนำไปคำนวณรวมกับภาพรวมการใช้น้ำมันดีเซลทั้งหมด จะพบว่าปัจจุบันมีการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศรวมประมาณ 50 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็น บี3 ประมาณ 29 ล้านลิตรต่อวัน ส่วน บี5 ประมาณ 18 ล้านลิตรต่อวัน จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการใช้น้ำมัน บี3 มากกว่าเกือบเท่าตัว เมื่อกระทรวงพลังงานจะประกาศใช้ บี5 เกรดเดียว กระทรวงการคลังจะขอเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล บี5 ในอัตราที่จัดเก็บ บี3 อยู่ในปัจจุบัน คือ 5.31 บาทต่อลิตร แต่กระทรวงพลังงานไม่ยอม เพราะเห็นว่าไม่เป็นการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมัน บี5 จึงได้เจรจาให้กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราของ บี5 คือ 5.04 บาทต่อลิตร ซึ่งในภายหลังกระทรวงการคลังได้ตกลงยอมที่จะจัดเก็บอัตราภาษีสรรพสามิต บี5 ในอัตราเดิม

ส่งผลให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล บี3 จะลดลงไปประมาณเกือบ 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเท่ากับกระทรวงการคลังได้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงไปแล้วในระดับหนึ่ง ดังนั้น หากจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงอีกก็ต้องมาพิจารณาว่าจะทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันหดหายไปอีกเท่าไร ในขณะที่รัฐบาลก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินในการบริหารประเทศ ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดวิกฤตการณ์ทางด้านการเมือง มีปัญหาภัยแล้ง และอุทกภัยในหลายจังหวัด รวมทั้งต้องพัฒนาเศรษฐกิจในหลายด้าน ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก กระทรวงการคลังจึงต้องพิจารณาให้ดีว่า หากจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงจะทำได้หรือไม่ ซึ่งในเบื้องต้นมีเสียงตอบรับจากกระทรวงการคลังแล้วว่า จะพิจารณาเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย เช่น กลุ่มประมง

ส่วนการลดภาษีสรรพสามิตทั่วไปจะทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และคนมีรายได้สูงได้ประโยชน์ เป็นการสวนนโยบายการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมนอกจากนี้เห็นว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันระยะยาว เชื่อว่าไม่ใช่แนวทางที่จะรักษาให้ราคาน้ำมันต่ำลงได้ เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันส่วนใหญ่ถูกกำหนดโดยทิศทางของตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในประเทศไทยเองถือว่าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ เพราะค่าของเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้น แต่เชื่อว่ากระทรวงการคลังจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงจริงก็ต้องวิกฤติจริงๆ เท่านั้น