« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

ความสำเร็จ...โรงไฟฟ้าพลังงานลม

ความสำเร็จ...โรงไฟฟ้าพลังงานลม

จากราคาน้ำมันที่มีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องที่ได้ไต่ระดับขึ้นไปถึง 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงปัญหาการขาดแคลนพลังงานกับปัญหาโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้รัฐบาล นำโดยกระทรวงพลังงานต้องเร่งออกนโยบายด้านพลังงานทดแทน เพื่อลดการใช้น้ำมันและลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยได้จัดทำเป็นแผนพลังงานทดแทน 15 ปี เพื่อเป็นแผนหลักในการนำพลังงานทดแทนมาใช้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 20% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศในปี 2565  ในเรื่องนี้ ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า เราสามารถนำพลังงานทดแทนที่มีอยู่ทุกรูปแบบนำมาใช้ได้ โดยเฉพาะพลังงานที่มีมากๆ อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มาพัฒนาได้เพราะประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอ โดยเฉพาะพลังงานลม

ปัจจุบันประเทศไทย มีโรงไฟฟ้าพลังงานลมอยู่ประมาณ 5 เมกะวัตต์ที่ติดตั้งเสร็จแล้ว แต่เป้าหมายของแผนอยู่ที่ 800    เมกะวัตต์ ในปี 2565  แต่หลังจากที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดให้ภาคเอกชนยื่นขายไฟฟ้าจากพลังงานลม ปรากฎว่ามีผู้เสนอที่จะขายไฟฟ้าจากพลังงานลม ตอนนี้รวมแล้ว ประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ โดยมีทั้งผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (Small Power Producer) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (Very Small Power Producer)

พลังงานลมเป็นพลังงานที่สะอาด แต่มีข้อเสียคือเรื่องเสียงของกังหันลม แต่ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่เกิดเสียงดังแล้ว  และการพัฒนาพลังงานลมก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่ต้องการ เพราะพื้นที่ที่มีศักยภาพส่วนใหญ่จะอยู่บนพื้นที่ป่าสงวน ทำให้การดำเนินการทำได้ลำบาก มีขั้นตอนยุ่งยากต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีพื้นที่อยู่ในครอบครอง โดยพบว่าพื้นที่ที่มีศักยภาพที่สามารถตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมจะอยู่ในพื้นที่ของ 6 หน่วยงาน คือ กรมป่าไม้ สำนักงานปฏิรูปการเกษตร (สปก.) กระทรวงกลาโหม กรมราชทัณฑ์ กรมธนารักษ์ และนิคมอุตสาหกรรมสร้างตนเอง

ซึ่งขณะนี้ก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไข โดยใช้กลยุทธ์ตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อหาแนวทางแก้ไข ตามพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้  โดยพื้นที่แรกที่ดำเนินการได้สำเร็จแล้ว คือ พื้นที่ สปก. ซึ่งยินยอมให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ คิดค่าเช่าไร่ละ 35,000 บาทต่อปี ระยะเวลาการเช่าประมาณ 25-27 ปี ซึ่งสูงกว่าค่าตอบแทนที่ได้จากผลผลิตการเกษตรที่ได้สูงสุดไม่เกินไร่ละ 20,000 บาทต่อ ขณะที่เอกชนยังมีความคุ้มค่า เพราะได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) โดยปัจจุบันโครงการกังหันลมที่ต่ำกว่า50 กิโลวัตต์ได้ 4.50 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ถ้ามากกว่า 50 กิโลวัตต์ ให้ 3.50 บาทต่อกิโลวัตตชั่วโมง ในขณะที่พื้นที่โดยรอบยังสามารถประกอบอาชีพได้เช่นเดิม

ส่วนที่เหลืออีก 5 พื้นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่มีบางส่วนที่เปิดโอกาสให้สามารถใช้พื้นที่ได้ คือ กรมป่าไม้ ที่อนุญาตให้ใช้ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งไม่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และ 1B ซึ่งขณะนี้มีพื้นที่ ที่บริเวณ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ที่มีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม 60 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ของ Wind Power Energy Holding แต่อยู่ในชั้นลุ่มน้ำชั้น 2  

ส่วนที่3 คือ พื้นที่นิคมสร้างตนเอง ซึ่งมีระเบียบว่า ใครจะเข้ามาใช้พื้นที่ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของนิคมสร้างตนเองได้เลย คือสามารถยื่นที่ผู้ปกครองนิคมจังหวัด ซึ่งจะมีระเบียบกำหนดว่าจะใช้พื้นที่เพื่ออะไร คิดอัตราค่าเช่าเป็นต่อตารางวา

พื้นที่ที่ 4 ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นพื้นที่ของทหาร ปัจจุบันเปิดให้เฉพาะภาครัฐเท่านั้น  กระทรวงพลังงานจึงได้ทำหนังสือเพื่อขอใช้พื้นที่ ซึ่งขณะนี้ พพ. ได้ยื่นเรื่องขอกับกองทัพเรือ เพราะมีความประสงค์จะทำโรงไฟฟ้าพลังงานลมสาธิตบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เพราะมีศักยภาพลมสูงมาก โดยปัจจุบันได้ดำเนินการที่จังหวัดปัตตานี 1.5 เมกะวัตต์  อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ ที่บริเวณ อบต.แหลมโพธิ์ ต.แหลมโพธิ์ อ.ยะริ่ง ฐานทัพประภาคารแหลมตาชี เป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ อยู่ในการดูแลของกองทัพเรือ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนมีนาคมปีหน้า

ส่วนพื้นที่ ที่ 5 คือ ที่ราชพัสดุ ก็เปิดให้โอกาสให้เอกชนเข้าไปดำเนินการได้ ใน 2 ลักษณะ คือ 1.กระทรวงพลังงานเป็นผู้ดำเนินโครงการเองแต่สามารถเปิดให้เอกชนเข้าประมูลสร้างโรงไฟฟ้าได้ 2.ไม่ต้องมีการประมูลแต่สามารถเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาขอเช่าพื้นที่ได้เอง ส่วนพื้นที่ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ยังไม่สามารถดำเนินการได้  

ถึงแม้ว่าการดำเนินการขยายการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างพลังงานลม จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ พพ.ก็ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดยขณะนี้สามารถดำเนินการที่อำเภอหัวไทรแล้ว 250 กิโลวัตต์ 1 ชุด ตั้งแต่ปี 2551 และตัว 1,500 กิโลวัตต์ 1 ชุด ในปี 2552 แล้วก็เป็นโรงสาธิตอีก 5 ตัว ตัวละ 5 กิโลวัตต์  นอกจากนี้ยังมีที่จังหวัดเชียงใหม่ 2 โครงการ คือ ที่ม่อนล้าน อ.พร้าว เป็นโครงการที่สมเด็จพระราชินีที่จะทำให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 50 กิโลวัตต์ และขนาด 250 กิโลวัตต์ ที่โครงการแม่แฮ อ.สะเมิง ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ป็นโครงการหลวง เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในพื้นที่

และเพื่อเป็นการพัฒนาแบบครบวงจร ลดการนำเข้าอุปกรณ์ชิ้นส่วน กระทรวงพลังงานจึงได้ของบประมาณแผ่นดินเดือนตุลาคมนี้ เพื่อนำมาใช้ในการวิจัย เพื่อผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศ โดยจะให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ศึกษาและผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ใบพัด เพื่อผลิตจำนวน 5 กิโลวัตต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกันยายนปีหน้า

ส่วนเป้าหมายต่อไปคือ ทำเป็น 50 กิโลวัตต์ ไม่ว่าจะใบ เบรค เพลา เสา ตั้งเป้าจะผลิตให้ได้ภายใน 3-5 ปี แล้วหลังจากนั้นจะปรับขึ้นไปเป็น 250 กิโลวัตต์  นอกจากนี้กรมฯก็จะเร่งจัดทำแผนที่ลม ซึ่งเป็นแผนที่ใหม่ เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าจะเลือกขนาด และพื้นที่ เพราะว่าพลังงานลมประเทศไทยมีเฉพาะแหล่ง

ขณะเดียวกันยังมีอุปสรรค คือ  เรื่องพื้นที่ ที่ก่อสร้างได้มีจำกัด ทำให้เกิดการแย่งพื้นที่กัน ทำให้การพัฒนาพลังงานลมเกิดความล่าช้า  ประกอบกับเทคโนโลยีกังหันลมยังไม่สามารถทำได้ในประเทศต้องมีการนำเข้าซึ่งเป็นต้นที่สูงมาก รวมถึงธนาคารยังไม่มีความมั่นใจเรื่องพลังงานลม  ทำให้ไม่ค่อยมีการปล่อยเงินกู้กับการพัฒนาพลังงานลม และมีความล่าช้า และทัศนคติ ความเชื่อของชาวบ้าน

ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรให้ความร่วมมือ ตามนโยบายของภาครัฐที่กำหนดให้พลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ ก็จะทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานลมเกิดการลงทุนในพื้นที่ และเป็นไปตามเป้าที่กระทรวงตั้งไว้อย่างแน่นอน และในอนาคตก็อาจจะต้องมีการศึกษาศักยภาพนอกชายฝั่งบริเวณอ่าวไทย หรือบริเวณที่ ที่มีแท่นขุดเจาะน้ำมันอยู่แล้วเพื่อตรวจสอบดูว่าพื้นที่ใดที่มีศักยภาพพลังงานลมนอกชายฝั่ง

                                                                                                                             กันยา  เลขวัฒนะ