« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

ปลดล็อกลงทุน...หลังประกาศ 11กิจการรุนแรง?

ปลดล็อกลงทุน...หลังประกาศ 11กิจการรุนแรง?

ภายหลังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติเห็นชอบ 11 ประเภทกิจการรุนแรง ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ และสุขภาพ หรือ เอชไอเอ ตามมาตรา 67 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยเตรียมและเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติและมีผลบังคับใช้แม้จะมีอีก 2 ประเภทกิจการที่อาจเข้าข่ายกิจการรุนแรงภายหลังจากนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นข่าวดีที่จะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้น  ซึ่งนายกรัฐมนตรีถึงกับบอกนักลงทุนญี่ปุ่นว่าปัญหาจะจบภายใน2 เดือน

โดยประเภทกิจการรุนแรงที่รัฐบาลจะประกาศออกมา ประกอบด้วย  //การถมทะเล หรือ ทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิมขนาด 300 ไร่ขึ้นไป //กิจการเหมืองแร่ต่างๆทุกขนาด //นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม และนิคมฯ ส่วนขยายเพิ่มเติม //โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ กำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วัน เป็นต้น

สำหรับกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะดูแลและส่งเสริมการลงทุนก็ขานรับข่าวดีดังกล่าวด้วยการเชิญผู้ประกอบการ 76 โครงการมาบตาพุด มาชี้แจงแนวทางปฏิบัติ เพื่อนำไปยื่นต่อศาลปกครองพิจารณา แม้จะมีกิจการที่เข้าข่ายกิจการรุนแรงเพียง 2 โครงการ และมองว่าการลงทุนทั่วประเทศที่เข้าข่ายจะมีไม่เกิน 20 โครงการ ซึ่งทำให้การลงทุนขนาดใหญ่ที่ชะงักไปเกือบ 1 ปี มูลค่ารวมกว่า 4 แสนล้านบาท สามารถเดินหน้าได้

สอดคล้องกับกระทรวงพลังงานที่มองว่า โครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ของ บมจ.ปตท.สามารถเริ่มเดินเครื่องได้ ทำให้ไทยลดการนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมจากต่างประเทศได้มูลค่ากว่า 1 พันล้านบาทต่อเดือน เพราะไม่เข้าข่ายกิจการรุนแรง แต่ก็ยอมรับการทำเอชไอเอ สำหรับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่บางแห่ง ซึ่งอาจจะต้องปรับปรุงแผนพีดีพี 2010 บางเล็กน้อย

ฟากฝั่งเครือข่ายภาคประชาชนกลับไม่เห็นด้วยกลับมติดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยประกาศร่วมมือกับชาวบ้านทั่วประเทศ ฟ้องร้องศาลปกครอง เพื่อให้ยกเลิกประเภทกิจการรุนแรงจำนวน 11 ประเภท เพราะถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยชัดแจ้ง เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังไม่ถือแนวทางของเสียงส่วนใหญ่ของภาคประชาชนที่มีมติให้มีโครงการรุนแรงจำนวน 18 โครงการหรือมากกว่า ซึ่งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ได้สรุปเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นงานนี้คงไม่จบกันง่าย ๆ เหมือนที่รัฐบาลคิดไว้  ต้องเป็นมหากาพย์แห่งความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาลนายทุนกันต่อไป
 
///////////////////

ประเภทกิจการรุนแรง 11 กิจการที่ผ่านการอนุมัติของบอร์ดสิ่งแวดล้อม

1.การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ขนาด 300 ไร่ขึ้นไป ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด

2.เหมืองแร่ต่างๆ ทุกขนาด

3. นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรคที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม และนิคมฯ ที่มีส่วนขยายเพิ่มเติม

4. โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำและกลางน้ำ ทุกขนาดหรือขยายการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป

5. โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ ที่กำลังการผลิตตั้งแต่ 5,000 ตัน/วัน ขึ้นไป หรือโรงงานที่ขยายกำลังการผลิตจนครบ 1,000 ตัน

6. การผลิต หรือกำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา ในสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัย

7. โรงงานฝังกลบหรือเผาขยะของเสียอันตราย

8. สนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง 3,000 เมตรขึ้นไป

9. ท่าเทียบเรือ ยกเว้นท่าเทียบเรือที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน

10. เขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ที่มีปริมาตรเก็บน้ำ 100 ล้าน ลูกบาศก์เมตรขึ้นไปและมีพื้นที่เก็ยน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป

11. โรงไฟฟ้า ยกเว้นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ส่วนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขยายกำลังการผลิตเป็น 3,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป

//////////////////


โครงการหรือกิจการรุนแรง18 ประเภท ตามความเห็นของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย

1.โครงการหรือกิจการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประ-วัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถานโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมตามมติครม. เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อน

2.การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด เช่น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่นถ้าเป็นกรณีไม่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดต้องมี 300 ไร่ ขึ้นไป

3.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม เพื่อกันคลื่นในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น

4.เหมืองต่างๆ ทั้งเหมืองแร่ใต้ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่ ยกเว้นเหมืองที่อยู่ในชั้นหินแข็งที่มีความแข็งตั้งแต่ 80 เมกาปาสคาลขึ้นไป เหมืองตามกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่สำหรับแร่ตะกั่ว แร่สังกะสี แร่ทองคำหรือ เหมืองแร่โลหะอื่นที่ใช้ไซยาไนด์ หรือปรอทหรือ ตะกั่วไนเตรต ในกระบวนการผลิตหรือเหมืองแร่โลหะอื่น ที่มีอาร์เซโนไพไรต์ เป็นแร่ทุกขนาด นอกจากนี้ ยังมีเหมืองถ่านหิน เฉพาะกรณีลำเลียงออกนอก ขนาดตั้งแต่ 2 แสนตันต่อเดือน เหมืองแร่ในทะเล

5.นิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโรงงานปิโตรเคมี หรือ โรงงานถลุงแร่เหล็ก ตามที่กำหนดไว้ในโครงการหรือกิจกรรมลำดับที่ 6 และ 7

6.โรงงานปิโตรเคมี โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำ ทุกขนาด หรือขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หรือใช้สารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 100 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำ ที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A หรือใช้เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 700 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป

7.โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ ทั้งโรงถลุงแร่เหล็ก โรงถลุงแร่เหล็กที่มีการผลิตถ่าน COKE หรือที่มีกระบวนการ SINTERING ทุกขนาด โรงถลุงแร่ทองแดง ทองคำ หรือ สังกะสี โรงถลุงแร่ตะกั่ว โรงหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็ก และอะลูมิเนียม) โรงหลอมตะกั่ว

8.การผลิต หรือ กำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีทุกขนาด ยกเว้นในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา

9.โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ทุกขนาด ยกเว้น การเผาในหม้อเผาซีเมนต์ ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นวัตถุดิบทดแทน หรือเป็นเชื้อเพลิงเสริม

10.เตาเผาขยะติดเชื้อ

11.สนามบิน และสนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง ที่มีความยาวทางวิ่งตั้งแต่ 1,100 เมตรขึ้นไป

12.ท่าเทียบเรือ ที่มีความยาวหน้าท่าเรือเข้าเทียบได้ ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขุดลอกร่องน้ำ ยกเว้นการขุดลอกร่องน้ำเพื่อการบำรุงรักษาตั้งแต่ 100,000 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขนถ่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุอันตราย หรือกากของเสียอันตรายเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ 25,000 ตันต่อเดือนขึ้นไป หรือรวมกันทั้งปี ตั้งแต่ 250,000 ตันขึ้นไป

13.เขื่อนเก็บกักน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บกักน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป

14.การชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทานตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป

15.โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมชนิด COMBINED CYCLE หรือ COGENERATIONขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด

16.การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ทุกขนาดหรือการผันน้ำระหว่างประเทศ ทุกขนาด ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว

17.สิ่งก่อสร้างกั้นขวางการไหลของน้ำในแม่น้ำสายหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกขนาด

18.การสูบน้ำเกลือใต้ดิน ทุกขนาด