« May 2018»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เมนู

 

กกพ.คาดหลักเกณฑ์ COP คลอดภายใน 2 เดือน

กกพ.คาดหลักเกณฑ์ COP คลอดภายใน 2 เดือน

นายศุภิชัย ตั้งใจตรง กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า คาดว่าการศึกษาเพื่อจัดทำระเบียบเงื่อนไขการทำรายงานผลกระทางด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Code of Practice (COP) สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ จะศึกษาแล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนับจากนี้ โดย กกพ.อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และผู้ประกอบการ เพื่อหาความเข้าใจร่วมกัน

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่การทำอีไอเอจะทำเฉพาะโรงไฟฟ้าขนาด 10 เมกะวัตต์ ขึ้นไป ทำให้โรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ ที่ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ บางโรงอาจจะมีการก่อผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และทำให้เกิดกระแสการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่มากขึ้น ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการแก้ปัญหาการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กกพ.จึงได้เตรียมกำหนดกฎเกณฑ์ข้อนี้ขึ้นมา

การทำ COP ค่อนข้างมีรายละเอียดมาก และความเห็นระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังเห็นไม่ตรงกัน ทำให้การกำหนดหลักเกณฑ์มีความล่าช้าไปจากแผนเดิมที่คาดว่าจะน่าจะดำเนินการได้เสร็จแล้วในช่วงนี้

สำหรับ COP ที่จะประกาศออกมา จะเป็นการประกาศกฎเกณฑ์ เงื่อนไข มาตรการต่างๆ และแนวทางในการปฎิบัติ โดยแบ่งเป็นแต่ละประเภทโรงไฟฟ้าที่จะมีข้อปฏิบัติไม่เหมือนกัน และ กกพ.จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าโรงไฟฟ้าแต่ละโรงจะสามารถดำเนินการได้ตาม COP หรือไม่ หากไม่ผ่านก็ไม่สามารถที่จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้

คาดว่า COP สำหรับโรงไฟฟ้าแกลบจะประกาศออกมาก่อนเป็นตัวแรก จากนั้นก็จะประกาศ COP สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นตามมา คือ ชีวมวลประเภทอื่น ก๊าซธรรมชาติ แสงอาทิตย์ และลม อย่างไรก็ตามการทำ COP จะไม่เข้มข้นเหมือนการทำ EIA ซึ่งการทำ EIA จะต้องให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้พิจารณาอนุมัติ แต่สำหรับ COP กกพ.จะเป็นผู้พิจารณาเอง

ส่วนการพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านก่อสร้างคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ยังไม่ได้นำไปคำนวณรวมเป็นค่าผ่านท่อก๊าซฯ ให้กับ ปตท. คาดว่าจะมี 3 แนวทางในการพิจารณา คือ 1.ให้นำค่าลงทุนก่อสร้างคลังเก็บแอลเอ็นจี และราคาแอลเอ็นจีที่สูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอื่น มาคำนวณรวมกับราคาก๊าซฯ อื่นๆ แล้วให้คิดเป็นราคาก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็นราคาขายก๊าซฯ เดียวกัน

2.พิจารณาให้ ปตท.แยกค่าใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่ลงทุนเพิ่มจากแอลเอ็นจีมาคำนวนรวมเป็นค่าผ่านท่อที่เพิ่มขึ้น

และ 3.อาจจะพิจารณาให้ ปตท.แยกเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนคลังแอลเอ็นจีกับราคาแอลเอ็นจีใหม่ มาเก็บเงินเพิ่มโดยไม่เกี่ยวกับราคาเนื้อก๊าซฯ และราคาค่าผ่านท่อก๊าซฯ ในปัจจุบัน

ซึ่งคาดว่าวิธีที่สามจะเป็นแนวทางที่ กกพ.เลือก เพราะเป็นแนวทางที่กฎหมายของ กกพ.ระบุไว้ว่าให้การกำกับดูแลท่อก๊าซ กับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นต้องแยกชัดเจน