« June 2018»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

เมนู

 

นักลงทุนหวั่น....ปัญหามาบตาพุดจบไม่ง่าย

นักลงทุนหวั่น....ปัญหามาบตาพุดจบไม่ง่าย

การลงทุนภาคเอกชนถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ  แต่หลังจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุดจำนวน 76 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 400,000 ล้านบาท ตั้งแต่วัน 29 กันยายนปี 2552  จนถึงวันนี้กินเวลาเกือบ 10 เดือนแล้ว ถึงแม้ศาลปกครองจะมีคำสั่งปลอดล็อกบางโครงการโดยปัจจุบันเหลือโครงการที่ถูกระงับจำนวนถึง 64 โครงการ ก็ยังทำให้การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของประเทศต้องชะงักไป

เนื่องจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนและประชาชนชาวมาบตาพุดรวม 43 ราย ได้ยื่นฟ้อง คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ร่วมกันออกคำสั่งโดยไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ตลอดจนละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

โดยเฉพาะตามมาตรา 67 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดให้โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ

สำหรับแนวทางการแก้ไข แม้รัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการ คณะกรรมการ 4 ฝ่ายซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการ และประกอบด้วยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ภาคประชาชน เพื่อหาทางออก และปฎิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 50 ให้ครบถ้วน และรวบรวมโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงจำนวน 18 ประเภท เพื่อให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศ เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้

แต่ล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกลับไม่มีการประกาศโครงการ หรือกิจการรุนแรง 18 ประเภท ตามที่คณะกรรมการสี่ฝ่ายเสนอ โดยให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยข้อร้องเรียนโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลับไปพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมอีก 2 เดือนทำให้ผู้ประกอบการต่างผิดหวังไปตามๆ กัน

โดยประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ชี้ว่านักลงทุนญี่ปุ่นกังวลปัญหามาบตาพุด มากกว่าปัญหาการเมืองของไทย โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนในการประกาศประเภทกิจการ ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นต้องการเห็นการประกาศฉบับนี้ออกมาโดยเร็วและมองว่าระยะเวลาอีก 2 เดือนถือว่าช้าเกินไป ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียอำนาจในการแข่งขัน และนักลงทุนญี่ปุ่นจะหันไปลงทุนประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแทน

ทั้งนี้สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ประกาศโครงการ หรือกิจการรุนแรง 18 ประเภท  เนื่องจากคณะกรรมการบางคนมีความเห็นว่า ควรจะมีการประกาศประเภทกิจการรุนแรงทั้ง 18 กิจการออกไปหรือไม่? โดยหากมีการประกาศจริงก็เป็นการบังคับใช้ทั่วประเทศ

ดังนั้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภาครัฐ อาทิ โครงการก่อสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น กิจการถมทะเลระบบชลประทาน-เขื่อน/อ่างเก็บน้ำอาจจะได้รับผลกระทบ และการแก้ไขปัญหามาบตาพุดสามารถใช้กลไกคณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้

แต่ปัญหาดังกล่าวอาจจะยืดเยื้อออกไปอีก เนื่องจากสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขู่ฟ้องร้องต่อศาลอีกครั้งหากรัฐประกาศ 18 โครงการหรือ กิจกรรมประเภทรุนแรง ถือเพราะเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายใด หรือมีบทบัญญัติใดรองรับ เพราะการประกาศโครงการหรือกิจกรรมประเภทรุนแรง เป็นอำนาจขององค์การอิสระ  ตามพ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาคาดว่าจะใช้เวลากว่า 7 เดือนนับจากนี้เป็นอย่างเร็วที่สุด และยังมีขั้นตอนอื่นๆ ตามมาอีก ดังนั้นเราต้องติดตามกันให้ดีว่ารัฐบาลจะใช้วิธีการใด เพื่อหาทางออกสำหรับปัญหามาบตาพุดให้ภาคเอกชนได้โดยเร็วที่สุด.........

///////////

ขั้นตอนออก พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

1.รัฐบาลต้องเสนอ (ร่าง) พ.ร.บ.องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เข้าพิจารณาในการเปิดประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติก็คงใช้เวลานับแต่วันนี้ไปอีก 2 เดือน


2.ถ้าสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็ต้องตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ขึ้นพิจารณา แปรญัตติในวาระที่ 2 ซึ่งสภาจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาในการแปรญัตติ คาดว่าไม่น่าจะเกิน 2 เดือน


3.หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในการแก้ไขแปรญัตติร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว ก็ต้องส่งร่างพระราชบัญญัตินี้ไปยังวุฒิสภา วุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ภายใน 60 วัน หรือใช้เวลาอีก 2 เดือน


สรุปในขั้นตอนกว่าจะได้พ.ร.บ.องค์การอิสระก็คือ 7 เดือนนับแต่นี้ไปเป็นอย่างเร็วที่สุด และยังมีขั้นตอนอื่นๆ ตามมาอีก

//////////////

โครงการหรือกิจการรุนแรง18 ประเภท

1.โครงการหรือกิจการที่ต้องทำอีไอเอและอยู่ในพื้นที่แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ อุทยานประ-วัติศาสตร์ แหล่งโบราณสถานโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้งอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าสวนพฤกษศาสตร์สวนรุกขชาติ พื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติมตามมติครม. เช่น พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ยกเว้นโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมเดิมในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ที่ขอประทานบัตรใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อน

2.การถมทะเล หรือทะเลสาบ นอกเขตชายฝั่งเดิม ไม่รวมการฟื้นฟูสภาพชายหาด เช่น พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่นถ้าเป็นกรณีไม่อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดต้องมี 300 ไร่ ขึ้นไป

3.การก่อสร้างหรือขยายสิ่งก่อสร้างถาวรนอกชายฝั่งทะเลเดิม เพื่อกันคลื่นในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม แหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ แหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาชีพท้องถิ่น

4.เหมืองต่างๆ ทั้งเหมืองแร่ใต้ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่ ยกเว้นเหมืองที่อยู่ในชั้นหินแข็งที่มีความแข็งตั้งแต่ 80 เมกาปาสคาลขึ้นไป เหมืองตามกฎหมายว่าด้วยการทำเหมืองแร่สำหรับแร่ตะกั่ว แร่สังกะสี แร่ทองคำหรือ เหมืองแร่โลหะอื่นที่ใช้ไซยาไนด์ หรือปรอทหรือ ตะกั่วไนเตรต ในกระบวนการผลิตหรือเหมืองแร่โลหะอื่น ที่มีอาร์เซโนไพไรต์ เป็นแร่ทุกขนาด นอกจากนี้ ยังมีเหมืองถ่านหิน เฉพาะกรณีลำเลียงออกนอก ขนาดตั้งแต่ 2 แสนตันต่อเดือน เหมืองแร่ในทะเล

5.นิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนิคมอุตสาหกรรม หรือโครงการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อรองรับโรงงานปิโตรเคมี หรือ โรงงานถลุงแร่เหล็ก ตามที่กำหนดไว้ในโครงการหรือกิจกรรมลำดับที่ 6 และ 7

6.โรงงานปิโตรเคมี โรงงานปิโตรเคมีต้นน้ำ ทุกขนาด หรือขยายกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 หรือใช้สารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 100 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป โรงงานปิโตรเคมีกลางน้ำ ที่ผลิตสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A หรือใช้เป็นวัตถุดิบขนาดกำลังการผลิต 700 ตันต่อวันขึ้นไป หรือขยายขนาดกำลังการผลิตตั้งแต่ 35% ขึ้นไป

7.โรงงานถลุงแร่หรือหลอมโลหะ ทั้งโรงถลุงแร่เหล็ก โรงถลุงแร่เหล็กที่มีการผลิตถ่าน COKE หรือที่มีกระบวนการ SINTERING ทุกขนาด โรงถลุงแร่ทองแดง ทองคำ หรือ สังกะสี โรงถลุงแร่ตะกั่ว โรงหลอมโลหะ (ยกเว้นเหล็ก และอะลูมิเนียม) โรงหลอมตะกั่ว

8.การผลิต หรือ กำจัด หรือปรับแต่ง สารกัมมันตรังสีทุกขนาด ยกเว้นในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ การวิจัยและพัฒนา

9.โรงงานฝังกลบหรือเผาของเสียอันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน ทุกขนาด ยกเว้น การเผาในหม้อเผาซีเมนต์ ที่ใช้ของเสียอันตรายเป็นวัตถุดิบทดแทน หรือเป็นเชื้อเพลิงเสริม

10.เตาเผาขยะติดเชื้อ

11.สนามบิน และสนามบินที่มีการขยายทางวิ่ง ที่มีความยาวทางวิ่งตั้งแต่ 1,100 เมตรขึ้นไป

12.ท่าเทียบเรือ ที่มีความยาวหน้าท่าเรือเข้าเทียบได้ ตั้งแต่ 300 เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขุดลอกร่องน้ำ ยกเว้นการขุดลอกร่องน้ำเพื่อการบำรุงรักษาตั้งแต่ 100,000 ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือที่มีการขนถ่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุอันตราย หรือกากของเสียอันตรายเป็นส่วนประกอบตั้งแต่ 25,000 ตันต่อเดือนขึ้นไป หรือรวมกันทั้งปี ตั้งแต่ 250,000 ตันขึ้นไป

13.เขื่อนเก็บกักน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ ขนาด 100 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป หรือพื้นที่เก็บกักน้ำตั้งแต่ 15 ตารางกิโลเมตรขึ้นไป

14.การชลประทานที่มีพื้นที่การชลประทานตั้งแต่ 80,000 ไร่ขึ้นไป

15.โรงไฟฟ้า ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาดกำลังผลิตตั้งแต่ 100 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าชีวมวล ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 150 เมกะวัตต์ ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 700 เมกะวัตต์ขึ้นไป โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ใช้ระบบพลังความร้อนร่วมชนิด COMBINED CYCLE หรือ COGENERATIONขนาดกำลังผลิตกระแสไฟฟ้ารวมตั้งแต่ 1,000 เมกะวัตต์ขึ้นไป และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด

16.การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำ ทุกขนาดหรือการผันน้ำระหว่างประเทศ ทุกขนาด ยกเว้น กรณีภัยพิบัติหรือ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศที่เป็นการดำเนินการชั่วคราว

17.สิ่งก่อสร้างกั้นขวางการไหลของน้ำในแม่น้ำสายหลัก 25 ลุ่มน้ำสายหลักของคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกขนาด

18.การสูบน้ำเกลือใต้ดิน ทุกขนาด