« December 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

เมนู

 

ปตท.นำเข้าแอลเอ็นจีครั้งแรก-สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

ปตท.นำเข้าแอลเอ็นจีครั้งแรกหวังสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

คงไม่มีใครในโลกสามารถปฏิเสธได้ว่าพลังงาน ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาและสร้างความมั่นคงของประเทศ ยิ่งประเทศใดที่มีการพัฒนา หรือพัฒนาไปแล้ว การใช้พลังงานย่อมเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ก็มีความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีการใช้พลังงานรวมประมาณ 1.7 ล้านบาร์เรล/วัน  แบ่งเป็นความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 42% ของการใช้พลังงานทั้งประเทศ  และคาดว่าในปีหน้าความต้องการก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มอีกประมาณ 1,300 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน  ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตปริมาณก๊าซธรรมชาติในไทยอาจจะไม่เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำทางด้านพลังงานของประเทศ  ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในปี 2554 ในล็อตแรกจำนวน 1 ล้านตันในช่วงกลางปี 2554  และอีก 1 ล้านตันในปี 2555 เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับล่าสุด (Power Development Plan : PDP 2010) ที่ใช้ในปี 2553-3573 ที่ประเมินว่าความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2554  จากในปีนี้ที่มีปริมาณการใช้อยู่ที่ประมาณ 3,900 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และเพื่อรองรับในกรณีที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่สามารถก่อสร้างได้ รวมถึงเพื่อสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉิน หากมีการหยุดผลิตก๊าซทางท่อจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย และสหภาพพม่า

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า  ปตท.ได้ลงทุนสร้างท่าเทียบเรือและสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง โดยใช้เงินลงทุนกว่า 30,000 ล้านบาท บนเนื้อที่กว่า 783 ไร่ มีท่าเทียบเรือ 1 ท่า และถังเก็บแอลเอ็นจี ขนาด 160,000 ลูกบาศก์เมตร 2 ถัง ซึ่งรองรับแอลเอ็นจี ได้ปีละ 5 ล้านตัน  ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้า 70 -80% และจะทดสอบการเดินเครื่องในเดือนเมษายน 2554 และสามารถเปิดดำเนินการได้ในไตรมาส 3 ปี 2554 เพื่อรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจี 1 ล้านตัน และในระยะที่ 2 จะเพิ่มท่าเรืออีก 1 ท่า และถังเก็บแอลเอ็นจี อีก 1 ถัง จะทำให้รองรับแอลเอ็นจี ได้ปีละ 10 ล้านตันโดยเรือขนส่งแอลเอ็นจี จะเข้ามา ประมาณ 1 ลำ/เดือน ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญมาตรา 67 เพราะได้มีการถมที่ดินไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยคาดว่าระยะที่ 2 จะเริ่มก่อสร้างหลังปี 2558

ทั้งนี้การจัดหาแอลเอ็นจี ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ลูกค้าจากประเทศต่างๆ จะซื้อในราคาตลาดจร (Spot Price) ซึ่งเป็นการซื้อขายที่มีสัญญาระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายในระยะเวลาสั้นๆ เพราะตลาดแอลเอ็นจียังเป็นของผู้ซื้อ เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงส่งผลให้ราคาแอลเอ็นจีอยู่ในระดับต่ำ โดยขณะนี้ราคาอยู่ที่ 7 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู และคาดว่าความต้องการขายจะมีมากกว่าความต้องการซื้อไปอีก 3 ปี เนื่องจากมีผู้ผลิตแอลเอ็นจี ได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตไปมาก เช่น กาตาร์ ออสเตรเลีย แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีการประเมินแนวโน้มราคาเพื่อเตรียมซื้อแบบสัญญาระยะยาว ซึ่งคาดว่าการทำสัญญาซื้อแอลเอ็นจี ของ ปตท. ในระยะยาวจะเริ่มที่ 1 ล้านตัน

แต่ด้วยความที่ ปตท.ยังเป็นน้องใหม่ในวงการแอลเอ็นจี จึงได้พาคณะสื่อมวลชน เข้าไปเยี่ยมชมธุรกิจของกลุ่มบริษัท Tokyo Gas ที่กรุงโตเกียว และ Sodegaura LNG Terminal ที่เมือง ชิบะ ซึ่งถือเป็นคลังเก็บแอลเอ็นจีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น  ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ ปตท.และบริษัท Tokyo Gas มีแผนที่จะเจรจาซื้อแอลเอ็นจี ร่วมกันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในฐานะผู้ซื้อกับผู้ขายในตลาดโลก

ประเทศญี่ปุ่นมีการนำเข้าแอลเอ็นจีเป็นประเทศแรกของโลกตั้งแต่ปี 2503 และปัจจุบันเป็นประเทศที่นำเข้า แอลเอ็นจีรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2551 มีการนำเข้าประมาณ  69.3 ล้านตัน/ปี หรือคิดเป็น 35 %  ของความต้องการในตลาดโลก โดยในปัจจุบันมีการนำเข้าแอลเอ็นจีจากแหล่งผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ประเทศอัลจีเรีย, ออสเตรเลีย, บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซียและกาตาร์  ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมี  LNG Receiving Terminal จำนวน 27 แห่ง รวม Re gasification Capacity ประมาณ 187 ล้านตันต่อปี

โดย LNG Receiving Terminal ของบริษัท Tokyo Gas เป็นสถานีรับแอลเอ็นจี ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับแอลเอ็นจี ได้ถึง 11.3 ล้านตัน/ปี ตั้งอยู่ที่ Sodegaura เมืองชิบะ ก่อสร้างเมื่อปี 2516  มีการจ่ายแอลเอ็นจีไปยังลูกค้าในระบบ city gas เพื่อใช้ในภาคครัวเรือน ประมาณ 40 %   ส่วนที่เหลืออีก 60 % จ่ายไปยัง  ผู้ผลิตไฟฟ้า อาทิ โรงไฟฟ้าแบบ CHP  หรือ combine heat power ของบริษัท Roppongi Hills Energy Center มีการ  ใช้แอลเอ็นจี เป็นเชื้อเพลิงที่ให้ประโยชน์สูงสุด ไม่เพียงแต่เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น  แต่ยังมีผลพลอยได้คือน้ำร้อน/น้ำเย็น ที่สำคัญ โรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังอยู่รวมกับชุมชนโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

สาเหตุที่ญี่ปุ่นต้องให้ความสำคัญในด้านการดูแลพลังงาน เพราะญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานมาก โดยมีการใช้พลังงานรวมสูงถึง 10.9 ล้านบาร์เรล/วัน และจะเพิ่มเป็น 11.1 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2573  แบ่งเป็น น้ำมันสูงถึง 44 % , ก๊าซธรรมชาติ 15 %, ถ่านหิน 20 % และ  พลังงานนิวเคลียร์ 17 %  แต่ญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตพลังงานเองได้ ต้องมีการนำเข้าพลังงานทั้งหมด 100 %  

สำหรับการใช้พลังงานของโลกในปัจจุบัน ทั้งน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน รวมแล้วคิดเป็น 224 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งมีการประเมินกันว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า ภาพรวมการใช้พลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แต่คาดว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติจะเหลือใช้ต่อไปได้อีก 62 ปี น้ำมันใช้ได้อีก 49 ปี และถ่านหินจะเหลือใช้ได้ 120 ปีเท่านั้น และที่สำคัญปริมาณสำรองพลังงานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในประเทศตะวันออกกลาง ทั่วโลกต่างก็ต้อง แสวงหาพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะแอลเอ็นจี

สุดท้ายคงต้องมารอดูกันว่าประเทศไทยจะสามารถเตรียมพร้อมเพื่อรองรับแอลเอ็นจี ล็อตแรกได้มากน้อยไหน และจะสามารถบริหารจัดการด้านพลังงานได้เทียบเท่ากับญี่ปุ่นหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ญุ่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานสูง 100 % ขณะที่ไทยยังสามารถผลิตพลังงานเองได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วเพื่อเป็นการลดการนำเข้า ลดการขาดดุลของประเทศ การรู้จักใช้อย่างประหยัดและใช้ให้คุ้มค่าน่าจะเป็นหนทางออกในเบื้องต้นที่ดีและง่ายที่สุด

                                                                                                                                                                กันยา  เลขวัฒนะ