« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

ดัชนีฯ SMEs พ.ค. ลดลงอยู่ที่ 42.0 เหตุชุมนุมทางการเมือง

ดัชนีฯ SMEs พ.ค. ลดลงอยู่ที่ 42.0 เหตุชุมนุมทางการเมือง

รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมเอสเอ็มอี (สสว.) เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการ (Trade & Service Sentiment Index : TSSI) ประจำเดือนพฤษภาคม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเมษายน 2553 พบว่า ดัชนี TSSI SMEs รวมภาคการค้าและบริการ ลดลงอยู่ที่ 42.0 จากระดับ 46.5 โดย ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 44.1 และ 39.7 จากระดับ 47.1 และ 47.6 ขณะที่ภาคการค้าส่งค่าดัชนีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 41.6 จากระดับ 40.7 ส่วนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ที่ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 16.8 และ 30.5 จากระดับ 29.8 และ 41.6 ตามลำดับ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เดือนพฤษภาคม 2553 ค่าดัชนีลดลง ผลมาจากสถานการณ์ทางการเมือง และการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเหตุจลาจล ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทย และนักลงทุนต่างประเทศที่มีการเทขายหุ้นบางส่วนส่งผลให้ Set Index ปรับตัวลดลง ขณะที่สถานการณ์ภัยแล้งก็เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีจังหวัดที่ประสบภัยแล้งแล้ว 31 จังหวัด สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งของผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เห็นได้จากยอดจำหน่ายและกำไรของผู้ประกอบการที่ลดลงผอ.สสว. กล่าว

โดยเมื่อพิจารณาแยกเป็นประเภทกิจการ พบว่า ภาคการค้าปลีก กิจการสถานีบริการน้ำมัน ค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 46.3 จากระดับ 57.1 (ลดลง 10.8) เช่นเดียวกับภาคบริการ กิจการในกลุ่มบริการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มีค่าดัชนีลดลงในระดับสูง โดยบริการท่องเที่ยว ค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 30.1 จากระดับ 45.6 (ลดลง 15.5) ร้านอาหาร/ภัตตาคาร ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 35.8 จากระดับ 46.5 (ลดลง 10.7) และโรงแรม/เกสต์เฮ้าส์/บังกะโล ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 36.8 จากระดับ 46.8 (ลดลง 10.0)
ซึ่งผลจากการชุมนุมประท้วงที่ลุกลามจนเกิดเป็นเหตุจลาจล ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่อื่นๆ ทำให้หลายประเทศประกาศเตือนประชาชนในการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ส่งผลให้ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง การเดินทาง การขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ลดลง กระทบต่อยอดขายของผู้ประกอบการบริการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับยอดจำหน่ายของผู้ประกอบการค้าปลีกน้ำมันที่ลดลง


ขณะที่ภาคการค้าส่งซึ่งมีค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น พบว่า กิจการค้าส่งสินค้าเกษตร มีค่าดัชนีเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 45.4 จากระดับ 42.5 (เพิ่มขึ้น 2.9) ผลจากระดับราคาและปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่ดี เห็นได้จากดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ระดับ 149.96 เช่นเดียวกับผลผลิตสินค้าเกษตรในภาพรวมอยู่ที่ระดับ 75.10 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และการส่งออกสินค้าเกษตรยังคงขยายตัวในระดับที่ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่การส่งออกขยายตัวถึงร้อยละ 29.4


ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า รวมภาคการค้าและบริการ ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 50.2 จากระดับ 47.3 และเป็นการเพิ่มขึ้นทุกภาคธุรกิจโดยภาคการค้าส่ง ภาคการค้าปลีก และภาคบริการ ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 49.6 50.9 และ 49.6 จากระดับ 47.9  48.1 และ 46.3 ตามลำดับ เช่นเดียวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศและต่อธุรกิจตนเอง ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 57.5 และ 51.3 จากระดับ 39.5 และ 48.7  ตามลำดับ

 

ดัชนีคาดการณ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีปัจจัยบวกสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณการฟื้นตัวในระดับที่ดี การส่งออกขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคม การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.1 ระดับราคาและปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตร ยังคงอยู่ในระดับที่ดี ราคาน้ำมันมีการปรับตัวลดลง โครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งเริ่มมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น และการที่รัฐบาลสามารถยุติการชุมนุมได้สำเร็จ ช่วยสร้างความมั่นใจในตัวรัฐบาล ทั้งจากประชาชนในประเทศและจากต่างประเทศผอ. สสว. กล่าว

สำหรับผลการสำรวจดัชนีรายภูมิภาคในเดือนพฤษภาคม เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเมษายน 2553 พบว่าทุกภูมิภาคมีค่าดัชนีปรับตัวลดลง โดยเฉพาะภาคใต้ มีค่าดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ที่ 38.1 จากระดับ 45.4 (ลดลง 7.3) รองลงมาคือภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 46.0 จากระดับ 50.9 (ลดลง 4.9) ภาคเหนือ ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 43.8 จากระดับ 47.9 (ลดลง 4.0) กรุงเทพฯ และปริมณฑล ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 37.7 จากระดับ 41.1 (ลดลง 3.4) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าดัชนีลดลงอยู่ที่ 46.6 จาก ระดับ 49.0 (ลดลง 2.4)