« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

***เปิดแนวคิดวิธีการลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาท***

***เปิดแนวคิดวิธีการลดราคาน้ำมันลิตรละ 2 บาท***

1. การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง หลังจากที่เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวง ตาม พ.ร.ก.การขยายเพดานจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเป็นการขยายเพดานอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันจากลิตรละ 5 บาท เป็นลิตรละ 10 บาท แต่ช่วงแรกจะปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มอีกลิตรละ 2 บาท แต่การปรับลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลงก็จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะต้องชั่งใจว่าน่าจะดำเนินการหรือไม่ ในช่วงที่ต้องมีความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่

2. การลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลงที่กระทรวงพลังงานปฏิเสธให้ความร่วมมือไปแล้ว เพราะจะสามารถทำได้เฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล  95 ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตราลิตรละ 2.80 บาท และ แก๊สโซฮอล  91 ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตราลิตรละ 1.40 บาท เพราะในส่วนน้ำมันดีเซลปัจจุบันจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพียงลิตรละ 65 สตางค์เท่านั้น ซึ่งหากจะลดราคาน้ำมันดีเซลลงก็จะต้องนำเงินจากส่วนน้ำมันเบนซินมาใช้ ซึ่งก็ถือเป็นวิธีการที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้น้ำมันเบนซินในประเทศ
รวมทั้งปัจจุบันกองทุนน้ำมันยังมีภาระการอุดหนุนราคาก๊าซหุ้งต้ม หรือ LPG ปีละประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท และแนวโน้มรัฐบาลยังคงจะให้ตรึงราคาต่อไปอีก 6 เดือนอยู่แล้ว

3. การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศสิงคโปร์แทนการซื้อจากโรงกลั่นภายในประเทศ คงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะราคาน้ำมันอ้างอิงประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นตัวอ้างอิงราคาน้ำมันในภูมิภาคนี้ ซึ่งโรงกลั่นในประเทศก็ใช้เป็นตัวกำหนดซื้อขายเช่นกัน ( ทำให้ซื้อน้ำมันจากที่ไหนก็ราคาเท่ากัน ) และหากมีการนำเข้ามาจริงก็ต้องเสียเงินค่าขนส่งและการประกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย  ส่วนการลดค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมันลงก็คงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะเป็นการค้าขายโดยเสรีผ่านทางกลไกตลาด (ปัจจุบันราคาค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ลิตรละ 1.02 บาท เทียบกับเฉลี่ยปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 85 สตางค์ก็ต่างกันไม่มาก )

ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีแนวคิดดังกล่าวในช่วง นายวิเศษ จูภิบาล ดำรงดำตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ( 26 พฤษภาคม 2551 )แต่พอมีข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ ราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียน กลุ่มโรงกลั่นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วย ปตท.อะโรมติกและการกลั่น (PTTAR), ไทยออยล์ (TOP), ไออาร์พีซี (IRPC), บางจากปิโตเลียม (BCP),ระยองเพียว (RRC) และ เอสโซ่ (ESSO) ปรับตัวลดอย่างหนัก โดย TOP ลดลงถึง 6.7%  PTTAR ลดลง 5 ที่เหลือปรับฐานลงมา 2 - 3 % สำหรับบมจ.ปตท. ก็ลดลงด้วยเช่นกัน
 
ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะถือเป็นการบิดเบือนโครงสร้างราคาน้ำมัน รวมทั้งปัจจุบันราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีนี้ผ่านมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลยังอยู่เพียงลิตรละ 28 บาทเท่านั้น และหากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นจะทำให้รัฐไม่เหลือเครื่องมือในการดูแลราคาน้ำมันอีก และถือเป็นนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาล และแนวคิดดังกล่าวตนเองมองว่าเป็นการหาเสียงเพื่อรองรับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในอนาคต

นายมนูญ บอกด้วยว่า สำหรับกรณีที่กระทรวงพลังงานจะเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติพิจารณาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ที่จะครบกำหนดในเดือนสิงหาคมปีนี้ออกไปอีก 6 เดือนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านั้น โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรปล่อยให้ราคาสะท้อนกับความเป็นจริงโดยเร็วที่สุด เพราะที่ผ่านมามีการตรึงราคา LPG เป็นเวลานานทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านจากเดิมที่เป็นผู้ส่งออก

เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทำให้ผู้ใช้รถยนต์และโรงงานอุตสาหกรรมหันมาใช้ LPG แทนน้ำมันเตา ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องนำเงินมาอุดหนุนถึงปีละกว่า 19,000 ล้านบาท