« September 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

เมนู

 

กระแสเอฟทีเอ....ฝ่ายุทธจักรการค้าโลก

กระแสเอฟทีเอ....ฝ่ายุทธจักรการค้าโลก
 
ตลาดการค้าโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะประเทศต่างๆหันมาเปิดเสรีทางการค้า เพื่อเพิ่มช่องทางการส่งออก และลดอุปสรรคทางการค้าลงไป และในวันนี้เราจะไปติดตามว่า การเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างไทย และคู่เจรจาต่างๆ ตลอดจนการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของประเทศในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ชื่อที่ว่า ประชาคมอาเซียนนั้น ไทยมีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน และจะได้ หรือ เสียอย่างไรบ้างกับการเปิดเสรีครั้งนี้ 
 
//สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ รวมทั้งการแข่งขันทางการค้าที่มีเพิ่มมากขึ้น ทำให้ทั่วโลกต่างต้องพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ทั้งในรูปทวิภาคคี ไตรภาคี หรือ พหุภาคี
 
โดยทั้งหมดต่างมุ่งหวังการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสการส่งออก สร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้า ตลอดจนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมีความแข็งแกร่งมากขึ้น  รวมทั้งพยายามที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าขายต่างๆ เช่น ภาษี  เพื่อดึงดูดให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ
 
สำหรับการเปิดเสรีทางการค้า ริเริ่มขึ้นจากกลุ่มประเทศแถบยุโรป ที่มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ หรือ สหภาพยุโรป เป็นประชาคมเศรษฐกิจยุโรป  หรือ การรวมกลุ่มประเทศ จี 3 ที่ประกอบด้วยประเทศมหาอำนาจ อย่าง สหรัฐ ญี่ปุ่น และ อังกฤษ ซึ่งล้วนแต่ต้องการเพิ่มอำนาจในการต่อรองทางการค้าการขายทั้งสิ้น  และด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็แน่นอนว่าไทย ไม่สามารถที่จะหลีกหนีพ้นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไปได้ ทำให้ไทยต้องมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างมิตร เพิ่มอำนาจ ตลอดจนลู่ทาง มูลค่าการค้าขายให้กับประเทศมากขึ้น
 
โดยประเทศไทยก็ได้เริ่มเปิดเจรจาเสรีทางการค้า หรือ FTA  มาเป็นเวลานานกับหลายประเทศแล้ว ทั้งออสเตรเลีย //นิวซีแลนด์// อินเดีย// จีน// ญี่ปุ่น// เปรู// บิมสเทค// เอฟตา ซึ่งหากมองถึงการส่งออกของไทยกับประเทศเหล่านี้พบว่า
 
การส่งออกไทยไปออสเตรเลียในนับตั้งแต่ปี 2548 ที่ได้ลงนาม FTA มีผลบังคับใช้ พบว่าในปี 2549 การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 37%  //ปี2550 เพิ่มขึ้น 87%  //ปี 2551 เพิ่มขึ้น 151.% //และปี 2552 เพิ่มขึ้น 170.2% เมื่อเทียบกับฐานปี 2548
 
ส่วนการส่งออกของไทยไปประเทศจีนนับตั้งแต่ปี 2546 ที่ได้ลงนาม FTA มีผลบังคับใช้ พบว่าในปี 2549 การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 106.2%  //ปี2550 เพิ่มขึ้น 161%  //ปี 2551 เพิ่มขึ้น 184.6% //และปี 2552 เพิ่มขึ้น 183.4% เมื่อเทียบกับฐานปี 2546 
 
ขณะที่การส่งออกของไทยไปประเทศอินเดียนับตั้งแต่ปี 2546 ที่ได้ลงนาม FTA มีผลบังคับใช้ พบว่าในปี 2549 การส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 183.5%  //ปี2550 เพิ่มขึ้น 317%  //ปี 2551 เพิ่มขึ้น 423.8% //และปี 2552 เพิ่มขึ้น 404.8% เมื่อเทียบกับฐานปี 2546 
 
ล่าสุดการลงนาม FTA ที่เพิ่งจะมีผลบังคับใช้ไป นั่นก็คือ การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ในแถบภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบูรไน
 
ที่ร่วมกันตกลงยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสัดส่วนเกือบ 100% ของรายการที่ค้าขายระหว่างกัน ลงเป็น 0% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ถือว่าน่าจับตามองเพราะเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน
 
และยังจะลดภาษีเพิ่มให้กับประเทศสมาชิกที่เตรียมจะเพิ่มเข้ามาอีก 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งจะลดภาษีให้กับประเทศดังกล่าวลงมาเหลือ 0% เช่นกัน แต่ในวันที่ 1 มกราคม 2558 เพื่อให้การค้าการขายระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก เป็นไปอย่างเสรี และทำให้สามารถค้าขายระหว่างกันได้มากขึ้นด้วย
 
สำหรับการรวมกลุ่มอาฟต้า เบื้องต้นได้คาดการณ์กันไว้ว่าส่งผลดีต่อการค้าขายของไทยมากกว่าเสีย และคาดหมายกันว่าในปีนี้การส่งออกของไทยไปอาเซียนจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20% จากปีที่ผ่านมา ที่พิษเศรษฐกิจโลกได้ทำร้ายให้การส่งออกของไทยไปอาเซียนหดตัวกว่า 19%
 
โดยประเทศที่ไทยมีการส่งออกภายใต้สิทธิประโยชน์อาฟต้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย สัดส่วน 32% รองลงมา คือ มาเลเซีย ในสัดส่วน 24% และเวียดนาม 23% ซึ่งสินค้าที่มีการใช้สิทธิสูงได้แก่ รถยนต์ส่วนบุคคล ยานยนต์สำหรับขนส่ง แป้งมันสำปะหลัง
 
ทั้งนี้ผลของการลดภาษีลงเหลือ 0% จากการเปิดเสรีอาเซียนครั้งนี้ ก็ได้ผลักดันให้การค้าระหว่างประเทศของไทยกับอาเซียนในภาพรวม ช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่า 11,213 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 47% ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าถึง 2,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
 
ฝากนักวิชาการเอง ก็ประเมินเช่นกันว่า การเปิดเสรีการค้าอาเซียนครั้งนี้ น่าจะทำให้ในระยะยาว ไทยสามารถฉกฉวยโอกาสทางการค้า สร้างรายได้ความมั่งคั่งให้กับประเทศมากกว่าที่จะเป็นผู้ที่เสียประโยชน์
 
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีธุรกิจบางประเภทที่ได้รับผลกระทบ และไม่สามารถปรับตัวได้ทัน โดยเฉพาะธุรกิจ ประเภท SME ที่เป็น ผู้ประกอบการขนาดเล็ก จนถึงกลาง ที่ยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก ซึ่งทางรัฐบาลเองก็ตระหนักดีถึงเรื่องดังกล่าว จึงพร้อมให้การช่วยเหลือ ด้วยการตั้งกองทุนเยียวยาผลกระทบ FTA ที่ใส่เงินลงไปขั้นต้น 5,000 ล้านบาท หวังเข้ามาอุ้มผู้ประกอบการที่ยังปรับตัวไม่ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป 

จากการเตรียมความพร้อมโดยกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐต่างๆที่เร่งเปิดอบรม สัมมนา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ก็ทำให้ภาคเอกชนไทยก็มีความพร้อมที่จะเปิดรับการรวมตัว พร้อมกับการเปิดเสรีทางการค้าครั้งนี้ 
 
แต่การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ แรงงานและเงินทุน ที่มีความเสรีมากขึ้น ตลอดจนการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้นผู้ประกอบการไทยเอง จึงต้องปรับตัว พร้อมๆ กับพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมทั้งเพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปิด FTA อื่นๆที่จะตามด้วย

อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ต่างมีความพร้อมที่จะก้าวเป็นประชาคมอาเซียน แต่ก็ยังสินค้าบางประเภทที่ได้รับผลกระทบ นั่นก็คือ สินค้าเกษตร โดยเฉพาะ ข้าว จากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจมีคุณภาพต่ำกว่า และราคาถูกกว่าไหลเข้ามาปลอมปน
 
หรืออาจเป็นสินค้า เช่น เครื่องในหมู// หอม //กระเทียม ซึ่งแม้ไทยจะมีมาตรการป้องกันด้วยการเก็บภาษีเพิ่มก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มที่ แถมยังต้องเผชิญกับสินค้าที่เข้ามาแข่งขันในช่วงฤดูการผลิตต่ำ
 
แต่ทางฝ่ายของภาครัฐเอง ก็ไม่ได้หวั่นกลัวมากนัก เพราะได้วางมาตรการไว้พร้อมแล้ว โดยจะมีความเข้มงวดด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ แต่อาจต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงเล็กน้อยสำหรับผู้ประกอบการ และใช้เวลาตรวจสอบสินค้าที่นำเข้า เพื่อติดตามว่าการนำเข้าดังกล่าวได้ทำตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่
 
ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดมาตรฐานส่งออกสินค้าเกษตรไว้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการนำสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาส่งออกในนามประเทศไทย หากพบว่ามีการดำเนินการลักษณะนี้ ก็จะขึ้นบัญชีดำผู้ส่งออกรายทันที ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการในการคุ้มกันสินค้าที่ถือว่าเป็นรากฐานของคนไทย
 
แม้ว่าการเตรียมการเปิดเขตการค้าเสรีของไทยกับประเทศต่างๆ กำลังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็กลับมีสิ่งหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นตัวถ่วงต่อการค้าขายของประเทศ นั่นก็คือ ความไม่สงบทางด้านการเมืองในประเทศ ที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจของไทยให้เดินย่ำอยู่กับที่ไม่ไปไหนเสียที
 
และประเด็นทางการเมืองได้สร้างความกังวลว่า หากเรื้อรังไม่จบสิ้นโดยเร็ว อาจทำให้ไทยเสียโอกาส และทำลายความเชื่อมั่นจากต่างชาติ เพราะมีส่วนที่ทำให้การค้าการลงทุนของไทยด้อยลง แต่หากจบลงได้เร็ว ไม่มีปัญหามาก แม้ต่างชาติจะชะลอการลงทุนไปเพราะเบื่อการเมืองบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างชัดเจนแล้วก็จะกลับเข้ามาเหมือนเดิม

แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็ยังมั่นใจว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง จะไม่กระทบต่อการเดินหน้าเจรจาทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะได้ทำความเข้าใจกับนักลงทุนในต่างประเทศเรียบร้อย แถมยังมีความเชื่อมั่นว่าการส่งออกของไทยในปีนี้ที่ตั้งใจไว้ว่าจะขยายตัวได้ 14% จากปีที่ผ่านมา   

การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างไทย และคู่เจรจาต่างๆ ก็ได้สร้างประโยชน์มากมายต่อการค้าขายของไทย  เพียงแต่ผู้ประกอบการที่กำลังถูกคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงถาโถมเข้ามานั้น ต้องสร้างกำบังและปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นก็อาจจะถูกคลื่นแห่งการเปิดเสรี และการแข่งขัน พัดกลืนหายไปจากวงการได้....