« May 2018»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

เมนู

 

ผอ.สถาบันปิโตรเลียมแนะทางออกและยอมรับเรื่องก๊าซ

ดร.ศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติในปัจจุบันสามารถผลิตได้ประมาณ 3,500 – 3,700  ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10-15 เท่า จากเริ่มแรกที่ไทยผลิตก๊าซธรรมชาติได้เพียง 250 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  จึงได้ก๊าซธรรมชาติราคาที่ไม่แพงเป็นฐานการผลิตไฟฟ้า  และนำไปผลิตเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี จนทำให้ขณะนี้ไทยใช้ก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าสัดส่วนสูงถึง 60-70% จนก๊าซในอ่าวไทยไม่เพียงพอ ต้องมีการรับซื้อจากต่างประเทศมาเลเซียในพื้นที่ทับซ้อน ก็ยังไม่พอต้องซื้อก๊าซจากยูโนแคล โททาล จากแหล่งยาดานา เยตะกุน จนก๊าซในพม่าไม่ได้ใช้มาใช้ในบ้านเราหมดเลย แต่เขาก็ยังยืนยันว่าจะยังรักษาสัญญา ส่งก๊าซเกือบทั้งหมดมายังประเทศไทย แม้ว่าขณะนี้พม่าเองก็ต้องการใช้ก๊าซในการพัฒนาประเทศ

ตอนนี้ไทยใช้ก๊าซประมาณ 4,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เกือบ 20  เท่าจากการผลิตได้ที่ปี 2524 จากการที่เราต้องพึ่งพาก๊าซจากเจดีเอ จากพม่า ที่ตอนนั้นบอกว่าราคาแพง แต่ตอนนี้กลับมีความจำเป็น  ซึ่งเริ่มเป็นสัญญาณว่าก๊าซในอ่าวไทยคงไม่พบมากเพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล และตัวเลขปริมาณสำรองก็ยังคงที่ ขณะที่บริษัทขุดเจาะสำรวจก็ต้องไปหาเพิ่ม อาจหาจากแหล่งเล็กแหล่งน้อยเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาปริมาณสำรองและรักษาระดับกำลังการผลิต เช่น จากแหล่งอาทิตย์ที่เริ่มสำรวจตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว แต่เริ่มผลิตเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ดังนั้นแต่ละแหล่งจึงใช้เวลาในการสำรวจและเตรียมการผลิต 5-7 ปี  สิ่งที่เราคิดว่าจะค้นพบได้ในแหล่งใหญ่ในอ่าวไทยน่าจะหมดแล้ว เหลือแต่แหล่งเล็ก ๆ ในแปลงสัมปทานเดิม หรือ แปลงที่ต้องส่งคืนรัฐบาล ดังนั้นการค้นพบก็จะยากขึ้น  มีปริมาณน้อยลง มีแต่แหล่งเล็กๆ  ต้นทุนการผลิตสูง

จากปริมาณสำรองที่มีกับปริมาณการผลิต  แหล่งที่เริ่มหมดไปเยอะขึ้น แหล่งที่ค้นพบเจอเยอะๆ เริ่มน้อยลง กำลังการผลิตสูงสุดที่ 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน น่าจะถึงขีดสูงสุดแล้ว การผลิตก๊าซจากอ่าวไทยไม่น่ามีมากกว่านี้  ขณะที่ปริมาณการใช้กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่หยุด คำถามคือว่า ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกวันจะเอาเชื้อเพลิงมาจากไหน ถ่านหินก้ไม่ค่อยนิยม นิวเคลียร์ก็ไม่เอา  แล้วจะก๊าซมาจากไหน  แหล่งก๊าซในอ่าวไทยก็ไม่น่าพึ่งได้ จากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่ยังมีอยู่ที่ 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ถ้าใช้ในระดับนี้จะหมดใน 10 ปี แต่ปริมาณการผลิตในอนาคตน่าจะทยอยลดลง ก็จะทำให้ยืดเวลาของแหล่งออกไปได้ ก๊าซจะหมดช้าลง แต่ปริมาณก๊าซก็จะลดลงตามไปด้วยจะเติมตรงนั้นอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา หากไม่มีการสำรวจใหม่เข้ามาเสริม ปริมาณการผลิตก๊าซจะหดหายไปเร็วขึ้นในปีท้ายๆ ไทยอาจผลิตก๊าซต่อได้อีก 15 ปี แต่จากปีที่ 5 ถึงปีที่ 15 ปริมาณการผลิตอาจเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง หรือไม่ถึง 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ที่เหลืออีก 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจะทำอย่างไร มองว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยยังไงก๊าซฯ ก็ต้องหมดลงแน่นอน แต่หากมีการลงทุนเพิ่มก็หมดเหมือนกันแต่หมดช้าลง

เมื่อดูศักยภาพพื้นที่ทางธรณีวิทยาของแหล่งปิโตรเลียม ดูจากประสบการณ์ทั้งความสำเร็จในการค้นพบและความล้มเหลว  จะเห็นว่าในอ่าวไทยมี 3-4 แหล่งเท่านั้นที่เป็นแหล่งขนาดใหญ่ ที่มีก๊าซสะสมประมาณ 2 ล้านล้านๆ ลูกบาศก์ฟุต ที่เหลือมีแค่ 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งใช้ไปแล้วประมาณ  17 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เหลือแค่ประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้ก๊าซไปแล้วกว่า 30 ปี ใช้ไปเกือบหมดแล้ว ในปริมาณที่ใช้เยอะแบบนี้ ภายใน 5 ปี ปริมาณการผลิตก็จะถดถอยไป นอกจากนี้ก็จะค้นพบแหล่งขนาดกลาง 10 แห่ง แต่ขณะนี้เราค้นพบแต่แหล่งเล็ก ๆ ทั้งนั้นไม่ถึง 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเล็กลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ตรงกันกับกรงเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน

ในอนาคตคาดว่าก๊าซจะหมดไปเรื่อย ๆ แนวทางต่อไปที่ประเทศควรจะทำคือ แนวทางแรกสุดที่ไทยพึ่งแล้ว คือ พม่า ซึ่ง ปตท.ก็ประสบผลสำเร็จในการจัดหาซึ่งใกล้กับแหล่งเยตากุน  คือแหล่ง ซอติก้า หรือ M9 มีทรัพยากร มีการสะสมของก๊าซพอสมควร น่าจะผลิตได้ประมาณ 300-500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันมาเสริมได้มาป้อนในประเทศไทย ก็น่าจะประทังได้ระยะหนึ่ง แต่จะหวังจากแหล่งอื่นจากพม่าคงยากขึ้น เพราะพม่ามีความจำแป็นที่จะต้องใช้ก๊าซในการพัฒนาประเทศ และเป็นที่น่าแปลกใจมาว่าแม้ว่าพม่าจะมีแหล่งก๊าซจำนวนมาก แต่ส่งมายังประเทศไทย ขณะที่โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของพม่ากลับใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เพราะเขาต้องการส่งก๊าซให้ไทยตามข้อตกลงในอดีต

แม้ว่าในอนาคตที่พม่าเปิดแหล่งสัมปทานใหม่ ก็เริ่มที่จะผลิตไว้ใช้ในประเทศแล้ว เพราะเห็นตัวอย่างจากประเทศไทยว่าก๊าซไม่ได้ใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว ยังมีส่วนดี ๆ เรื่องของแอลพีจี ปิโตรเคมี พม่าก็อยากจะพัฒนาต่อ อยากได้แหล่งก๊าซไปพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของเขาด้วย นอกเหนือจากผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งเราต้องเข้าใจตรงนี้ แหล่งอื่น ๆ ที่เราจะไปอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกับทางเขมร ก็เป็นเรื่องทางระหว่างประเทศ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งคงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะประสบความสำเร็จเมื่อไร สมมติว่าวันนี้ตกลงกันสำเร็จกว่าจะได้ก๊าซมาคือในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องระมัดระวังตรงนี้มาก

ส่วนที่ต่อเนื่องมา คือ ปตท.ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน หากเกิดกรณีฉุกเฉิน หรือ กรณีที่ระบบการผลิตและการส่งก๊าซธรรมชาติมีเหตุสุดวิสัย เพราะเราก็ยังใช้ก๊าซอยู่เยอะมาก โดย ปตท.ต้องสร้างแอลเอ็นจีเทอร์มินอล หรือ ท่าเรือเพื่อรองรับแอลเอ็นจี ตอนนี้มีกำลังผลิตประมาณ 5 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากแหล่งซอติก้า 500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมเป็นประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ปริมาณการใช้อยู่ที่ 4,700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  ซึ่งน่าจะพอบรรเทาไปได้ในระยะเวลา 5-7 ปีข้างหน้า แต่ต้นทุนราคาก๊าซจะสูงขึ้นประมาณ 20%  บนสมมติฐานก๊าซในอ่าวไทยยังรักษาระดับการผลิตไว้ได้ 5-7 ปีข้างหน้าที่ 3,500  ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นั่นคือแผนปัจจุบันว่าจะมาเสริมเพิ่มเติมได้ แต่ราคาจะสูงขึ้น

หากประมาณการว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ายังสูงขึ้นตลอด ซอติก้าเข้ามา มีการนำเข้าแอลเอ็นจีเต็มที่ การซัพพายของก๊าซธรรมชาติเพื่อป้อนการผลิตไฟฟ้าคงจะมีเสถียรภาพไปอีก 5 – 7 ปีข้างหน้า แต่หากในอนาคตมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น มีการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น ที่เตรียมไว้ก็อาจจะไม่เพียงพอ หรือหากซอติก้าเกิดต้องใช้เวลาในการพัฒนานานขึ้น  หรือหากไม่มีการสำรวจเพิ่มเติมในอ่าวไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาระดับ  เรามีปัญหาต้องมีการนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้น ซึ่ง ปตท.มีแผนลงทุนหน่วยรับแอลเอ็นจีที่มาบตาพุด หน่วยที่ 2 ซึ่งกำลังออกแบบอยู่ เพิ่มได้อีก 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ราคาก๊าซจะแพงขึ้น  เพราะแอลเอ็นจีมีราคาสูงที่สุด

ซึ่งทางออกอื่นนอกเหนือจากการใช้แอลเอ็นจีเพิ่ม จะมีสองภาพ คือ หากเราไม่อยากได้โรงไฟฟ้าถ่านหิน แล้วการนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยังเป็นไปได้ แต่ราคาแอลเอ็นจีจะทำให้ราคาเฉลี่ยก๊าซสูงขึ้น ดังนั้น ต้องพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้แข็งแรง ให้ประชาชนมีรายได้สูงเพียงพอกับค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น แต่หากมุมมองนั้นไม่สำเร็จ ก็ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไหน ที่จะเป็นที่ยอมรับและจะไม่ก่อมลภาวะ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าไปตั้งปลายท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ห่างจากชุมชน 5 กิโลเมตร ซึ่งมีสถานที่อยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหามลภาวะ และมีการตรวจสอบดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดี ซึ่งปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพีอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่มีปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมและชุมชนเลย เราน่าจะมีการวางแผนระยะยาวในรูปแบบนี้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดเพื่อชะลอความจำเป็นการนำเข้าแอลเอ็นจี และชะลอความจำเป็นการขึ้นราคาไฟฟ้าในอนาคตได้

ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันหาทางออก และทางออกจะมองได้ก็ต่อเมื่อทุกคนมีความเข้าใจของสภาพแท้จริงปัจจุบันและมุมมองในอนาคตเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม