« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

Energy Land Bridge เกิดได้จริงหรือ

Energy Land Bridge เกิดได้จริงหรือ

หลังจากที่ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้ประกาศนโยบายที่จะผลักดันโครงการจัดตั้งสะพานเศรษฐกิจพลังงาน หรือ เอนเนอร์ยี แลนด์บริดจ์ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของพัฒนาการเชื่อมโยงฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งทะเลอ่าวไทย โดยได้มีการนำผลการศึกษาโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือ แลนด์บริดจ์ เดิมมาศึกษาต่อ และลงทุนเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานเท่านั้น

ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาค

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเห็นว่า โครงการเอนเนอร์ยี แลนด์บริดจ์ จะช่วยทำให้การสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งเป็นอีกนโยบายหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นด้วย สำรองน้ำมันจะเพิ่มขึ้นทันที จากปัจจุบันที่มีสำรองเพียง 36 วัน

แนวคิดในเรื่องนี้ได้เน้นไปที่การจราจรผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งได้มีการประมาณการว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกา ของประเทศมาเลเซีย-สิงคโปร์ จะมีปริมาณ 25 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 13-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ความสามารถในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบมะละกาจะมีแค่ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ทำให้ปริมาณการขนส่งส่วนเกินจะต้องไปขนส่งผ่านช่องแคบลอมบอก ของอินโดนีเซีย ก็จะมีระยะทางไกลขึ้น

โดยคาดว่าผลการศึกษาจาก สนพ. โครงการเอนเนอร์ยี่ แลนด์บริดจ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นก็จะมีการเตรียมข้อมูลนำไปเสนอนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อชักชวนให้เข้ามาลงทุน ซึ่งกระทรวงพลังงานมองว่า หากโครงการสามารถสรุปแผนลงทุนได้ภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ภายในปี 2557

โดยจะมีเส้นทางในการพิจารณา 3 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางทวาย-กาญจนบุรี-ท่าเรือแหลมฉบัง  2.เส้นทางกระบี่-ขนอม และ 3.เส้นทางปากบารา-สงขลา

ทั้งนี้ จากการศึกษาในเบื้องต้น ได้มีการกำหนดแนวทางการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันดิบมาตามถนนทางหลวงจากฝั่งอันดามันที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา มายังฝั่งอ่าวไทยที่อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ขนส่งน้ำมันดิบได้วันละ 2 ล้านบาร์เรล และมีคลังน้ำมันขนาดความจุฝั่งละ 10 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 39,000 ล้านบาท แต่หากมีการขนส่งน้ำมันวันละ 8 ล้านบาร์เรล จะทำให้มูลค่าโครงการขยับขึ้นไปถึง 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท

แต่โครงการนี้จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีการสร้างการค้าให้เกิดขึ้นในบริเวณนั้น ประกอบกับการลงทุนต้องใช้เงินจำนวนมาก จึงต้องมีการชักชวนผู้ผลิตน้ำมัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเทศในแถบตะวันออกกลาง และประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่อย่างจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ให้เข้าร่วมลงทุนอย่างครบวงจร จึงจะสร้างปริมาณการค้า และมีผู้ใช้บริการเกิดขึ้น

หากไม่สามารถชักชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนได้ ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ว่าจะหาเงินมาจากไหนที่จะมาลงทุน และจะมีผู้มาใช้บริการหรือไม่ นอกจากนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ในประเทศด้วยการลงทุนมหาศาลหรือไม่ เพราะการสำรองน้ำมันมีหลายรูปแบบ อาจจะใช้วิธีไปร่วมลงทุนในแหล่งน้ำมันในต่างประเทศ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตก็สามารถจะนำน้ำมันจากแหล่งนั้นมาใช้ในประเทศได้ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีกว่าต้องลงทุนเอง และรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวน

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ เหมือนโครงการแลนด์บริดจ์ในอดีต ที่ประชาชนไม่ยอมรับ เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม และหลังจากเกิดสึนามิในปี 2547 ทำให้โครงการดังกล่าวต้องยุติไปโดยสิ้นเชิง

จะเห็นได้ว่านโยบายเรื่องนี้ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาทุกรัฐบาล แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมได้ เป็นได้แค่นโยบายอย่างถาวรเท่านั้น