« July 2018»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

เมนู

 

หญ้าเนเปียร์อนาคตพลังงานชุมชน

หญ้าเนเปียร์อนาคตพลังงานชุมชน

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  เห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียวจากพืชพลังงานในรูปแบบฟีดอินทารีฟ หรือค่าไฟฟ้าตามต้นทุน ในอัตรา 4.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี

ซึ่งโครงการวิสาหกิจชุมชนพลังงานสีเขียว เป็นโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์การเกษตรทำการปลูกหญ้าเลี้ยงช้าง หรือหญ้าเนเปียร์ มาผลิตเป็นไฟฟ้าและก๊าซชีวภาพอัด หรือ ซีบีจี

และ กพช.มีมติมอบหมายให้ตั้งคณะกรรมการร่วม 9 กระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการทั้งระบบแบบครบวงจร โดยให้พิจารณาดำเนินการใน 3 พื้นที่ คือ พื้นที่แห้งแล้ง พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่ปลูกข้าวไม่ได้คุณภาพ โดยได้อนุมัติงบประมาณ 300 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานให้ พพ. สร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซซีบีจี ขนาดกำลังการผลิต 1 เมกะวัตต์ และปลูกหญ้าเลี้ยงช้างเพื่อผลิตก๊าซ แห่งละ 1 พันไร่ แล้วนำผลการศึกษากลับมาเสนอที่ประชุม กพช. เพื่อพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

คุณอำนวย ทองสถิตย์ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้วางเป้าหมายรวม 10 ปี ระหว่างปี 2556-2565 จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซซีบีจีรวม 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้า 3 แห่งแรกที่นำร่องโครงการคาดว่าจะเริ่มผลิตได้ภายในปลายปีนี้

การปลูกหญ้าเนเปียร์ในประเทศไทยมีมานานแล้ว เพื่อที่จะปลูกมาเลี้ยงช้าง เพราะมีลำต้นใหญ่ โตเร็ว กรมปศุสัตว์ให้ความสนใจจึงพัฒนาเป็นพืชอาหารสัตว์ และได้นำพันธุ์มาทดลองปลูก และพัฒนาจนได้สายพันธุ์ที่ดี คือพันธุ์ปากช่อง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีขนน้อย เก็บเกี่ยวได้ง่าย มีความหวานของตัวใบเยอะ จึงสามารถนำให้วัวนมกินเป็นอาหารได้ แต่ไม่สามารถที่จะนำมาให้วัวนมกินได้ทั้งปี จึงมีได้ทดลองนำหญ้ามาหมัก พบว่าเกิดก๊าซจำนวนมาก จึงมองหาช่องทางในการพัฒนาให้นำมาผลิตไฟฟ้าใช้ในชุมชน

ซึ่งจากการทดลองดูพบว่าเป็นหญ้าที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ในธุรกิจพลังงาน เพราะให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าพืชเศรษฐกิจอื่น และมีราคาสูงถึงตันละ 300 บาท จึงเห็นว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการนำไปทำไบโอก๊าซ หรือก๊าซชีวภาพ หญ้าเนเปียร์ 1 ตัน สามารถนำไปทำก๊าซชีวภาพได้ถึง 100 ลูกบาศก์ฟุต

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. และกรมพัฒนาพลังงานทดแทน หรือ พพ. จึงได้ทำการศึกษา และ พพ.ก็ได้ทำโครงการนำร่องในนิคมสร้างตนเองขึ้น ซึ่งก็ได้ผลดีสามารถผลิตไฟฟ้า และก๊าซชีวภาพใช้เองได้ แต่ยังไม่มีแรงจูงใจในการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูก จึงได้เสนอแนวคิดนี้ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมให้มีไฟฟ้าชุมชนเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปผลิตเป็นก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือเอ็นจีวี เพื่อที่จะตอบสนองในพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลมีเอ็นจีวีใช้ในราคาไม่แพงมากนัก เนื่องจากปัจจุบันท่อส่งก๊าซจะไปถึงแค่จังหวัดนครสวรรค์ หากจังหวัดไกลกว่านั้นมีการส่งเสริมให้ทำก๊าซธรรมชาติอัด หรือซีบีจี ก็จะทำให้ ปตท.ไม่ต้องขนส่งก๊าซสำหรับรถยนต์ไปไกลมากขึ้น

ทั้งนี้ ปัญหาของการส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์ คือ การจัดหาพื้นที่ในการปลูกหญ้า เนื่องจากต้องใช้พื้นที่เยอะ ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ต้องการให้เกิดการแย่งพื้นที่ปลูกพืชเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมพื้นที่ปลูกหญ้าให้อยู่ในบริเวณที่จะมีผู้ซื้อเท่านั้น เพื่อเป็นการรับประกันการปลูกหญ้าว่าจะสามารถขายหญ้าได้แน่นอน หรือทำคอนแท็ค ฟาร์มมิ่ง และจะต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถรับซื้อไฟฟ้าได้เพิ่มเติม จึงอาจจะต้องมีการกำหนดโซนนิ่งในการปลูกหญ้าในพื้นที่ที่เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์สำหรับธุรกิจพลังงาน จะส่งเสริมในเรื่องการทำไฟฟ้าชุมชนก่อนที่จะส่งเสริมให้ผลิตเป็นซีบีจี เนื่องจากการทำไฟฟ้าชุมชนจะทำได้ง่ายกว่า เพราะสามารถนำหญ้ามาหมักแล้วเกิดก๊าซชีวภาพ ก็สามารถที่จะนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้เลย ในขณะที่การทำซีบีจีเพื่อมาใช้ทดแทนเอ็นจีวี จะต้องนำหญ้ามาหมักให้ได้ก๊าซชีวภาพ หลังจากนั้นจะต้องมีกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 ออกจากเนื้อก๊าซ แล้วจึงนำไปอัดเป็นซีบีจี ซึ่งเรียกว่าเป็นกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ หรือ Purified ให้มีความดันก๊าซเท่ากับเอ็นจีวี แล้วจะต้องให้กรมธุรกิจพลังงานมาตรวจสอบก่อนว่าจะมีคุณสมบัติที่จะใช้ทดแทนเอ็นจีวีได้หรือไม่ แล้วจึงจะขายได้ต่อไป

หลังจากที่ได้เห็นนโยบายการส่งเสริมพลังงานจากหญ้าเนเปียร์อย่างจริงจังของกระทรวงพลังงานแล้ว จึงคาดว่าในอนาคตหญ้าเนเปียร์จะเป็นพืชพลังงานอีกประเภทหนึ่งที่จะช่วยผลักดันแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนของไทยให้เป็นไปตามเป้าหมาย และยังเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย