« October 2018»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

เมนู

 

BHD กับการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันในอนาคต

BHD กับการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันในอนาคต

เมื่อเร็ว ๆนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ได้เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  เรื่องแนวคิดที่รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันในระยะยาว  โดยจะใช้วิธีในการสร้างคลังเก็บน้ำมันปาล์ม เพื่อนำน้ำมันปาล์มที่เป็นส่วนเกินไปเก็บไว้ในสต๊อก และจะมีการบริหารจัดการโดยนำออกมาใช้ในช่วงที่น้ำมันพืชมีราคาแพง  เพื่อจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์ม โดยในส่วนของรายละเอียดได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ไปพิจารณาว่าจะลงทุนอย่างไรและจะเก็บสต๊อกจำนวนเท่าไรจึงจะเหมาะสม

ประเด็นปัญหาเรื่องน้ำมันปาล์ม เป็นเพราะว่าในช่วงนี้มีปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาด ทำให้ราคาปาล์มตกต่ำลงมาก และการส่งออกทำได้ยาก เพราะไม่สามารถแข่งขันราคาได้  อย่างมาเลเซียขายน้ำมันปาล์มดิบที่กิโลกรัมละ 20 บาท  ในขณะที่ไทยขายเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 23 บาท  คุณบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  บอกว่า เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่ผ่านมา  คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก.  ได้มีการอนุมัติงบประมาณในการแทรกแซงน้ำมันปาล์มดิบ เพิ่มเติมอีก 5 หมื่นตัน ในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ใช้วงเงินประมาณ 1,380 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการรับซื้อและค่าบริหารจัดการ

ทั้งนี้ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดูแลการระบายน้ำมันปาล์มดิบที่รับซื้อเข้ามา  มีการหารือกระทรวงพลังงานให้ประสานงานผู้ค้าน้ำมัน ให้นำน้ำมันปาล์มไปผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล บี100 มากขึ้น หรือนำน้ำมันปาล์มดิบไปใช้แทนน้ำมันเตาเพื่อผลิตไฟฟ้า

ในฟากของกระทรวงพลังงานก็ได้มีการมอบหมายให้ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไปพิจารณาแนวทางการตั้งโรงกลั่นน้ำมันปาล์มดิบเพื่อมากลั่นเป็น ไบโอ ไฮโดรเจน ดีเซล หรือ BHD ซึ่งจะได้น้ำมันไบโอดีเซลที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่า และสามารถเติมไบโอดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่มีสัดส่วนการผสมในน้ำมันดีเซลไม่เกิน 5% และยังมีคุณสมบัติเก็บได้นาน  และจะทำให้การขายไบโอดีเซลมีสัดส่วนที่คงที่มากกว่าปัจจุบัน ที่จะต้องเพิ่มหรือลดตามปริมาณปาล์ม

ซึ่งเรื่องนี้ คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้พูดถึง BHD ว่าจะมีคุณสมบัติที่ดีเพราะมีการไล่น้ำออก ซึ่งจะทำให้การใช้ผสมจะมีสัดส่วนที่สูงได้ถึง 30% และค่ายรถยนต์ต่างๆ จะให้การยอมรับมากกว่า B7

(ปัจจุบันมีการนำน้ำมันปาล์มมากลั่นเป็นไบโอดีเซล บี100 ด้วยกระบวนการและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งนำไปผสมในน้ำมันดีเซลได้แค่ 5% ซึ่งหากเป็นด้วยกระบวนการผลิตแบบเดิม บริษัทรถยนต์ต่างๆ เห็นว่าจะผสมได้แค่ 7% เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาเติมในรถยนต์ได้ แต่ถ้าเป็น BHD จะเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาพัฒนา ซึ่ง BHD)

ซึ่งขณะนี้โรงกลั่นของ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่างทำเป็นโครงการนำร่องโดยช่วงแรกจะผลิตได้ 1 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งหากอนาคตมีการตอบรับที่ดีก็น่าจะสร้างหน่วยกลั่น BHD ได้ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท

ขณะที่คุณสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บมจ.ปตท.กล่าวว่า ขณะนี้กำลังหารือกับกรมธุรกิจพลังงาน  ที่จะขออนุญาตให้ ปตท.นำร่องทดลองการจำหน่าย BHD ซึ่งจะเป็นดีเซลเกรดพิเศษอีกชนิดหนึ่ง  คาดว่าจะจำหน่ายได้ภายในไตรมาสแรกปีนี้

ทางด้านคุณประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. กล่าวว่า ปัจจุบันในตลาดโลกมีการขาย BHD อยู่แล้ว แต่มีปริมาณไม่มาก  เพราะการใช้ยังอยู่ในกลุ่มจำกัด  โดยมีผู้ผลิตในตลาดอย่าง บริษัท เนส์ทเล่ ของสหรัฐอเมริกา  และในส่วนของประเทศไทยตอนนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของ ปตท. ก็ได้ทำโครงการนำร่องอยู่  โดยร่วมกับทางบริษัท โตโยต้า นำรถปิคอัพของโตโยต้า มาทำลองใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของ BHD 20%  มาเติมในรถและทดลองวิ่งไปแล้วเป็นระยะทาง 10,000 กิโลกเมตร ซึ่งก็ยังไม่เกิดปัญหาใดๆ กับเครื่องยนต์

ดังนั้น ในทางเทคนิคถือว่าผ่านการทดสอบ แต่ในเรื่องการสร้างโรงงาน BHD ที่เป็นเชิงพาณิชย์กำลังอยู่ระหว่างการศึกษา เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูง เพราะต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง และกรรมวิธีในการผลิตยากกว่าการผลิต บี100 ในปัจจุบัน และต้องมีตลาดรองรับที่เพียงพอ

สำหรับ BHD ในอนาคตคาดว่าประเทศไทยจะต้องทำ เนื่องจากยังมีแนวโน้มว่าเกษตรกรยังคงมีการปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังมีราคาดีอยู่ และจะยังทำให้มีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบล้านตลาดอยู่

ซึ่ง BHD สามารถที่จะเติมในน้ำมันดีเซลได้ตั้งแต่ 5.1-20% ซึ่งหากทำได้อนาคตในประเทศไทย จะสามารถผลิตน้ำมันดีเซลได้ถึง 3 เกรด คือ น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสม 5%  น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสม 7.5% คือ ไบโอดีเซลปัจจุบัน 5% และส่วนที่เป็น BHD 2.5% และสุดท้ายคือน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสม BHD 20%

ส่วนแนวทางอื่นๆ กระทรวงพลังงาน และรัฐวิสาหกิจได้หารือภายในเมื่อเร็วๆ นี้  เพื่อหาแนวทางดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ล้นระบบ โดย ปตท.  ตกลงจะรับซื้อ 10,000 ตัน เพื่อนำมาผลิต บี100 จำนวน 10 ล้านลิตร ส่วนผู้ค้ารายอื่นยังไม่ได้แจ้งความจำนง

อย่างไรก็ดี ได้ประสานกับทาง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้ว ซึ่งเบื้องต้น กฟผ. แจ้งว่าสามารถใช้น้ำมันปาล์มดิบ  เพื่อนำไปผสมกับน้ำมัน เตาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ประมาณ 10% หรือประมาณ 1 พันตันต่อปี ของปริมาณการใช้น้ำมันเตาที่ 1 หมื่นตันต่อปี  แต่เนื่องจากโรงไฟฟ้ากระบี่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นหลักการ จะนำน้ำมันเตาที่ผสมน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ต่อเมื่อ เกิดการขาดแคลนปริมาณก๊าซ

ขณะเดียวกันได้หารือกับค่ายรถยนต์ เพื่อเพิ่มส่วนผสมการใช้บี 100 เพื่อนำไปผสมเป็นดีเซล บี 7 จากปัจจุบัน บี 5 เพื่อนำซีพีโอไปใช้มากขึ้น อย่างไรก็ตามตัวแทนของสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น ระบุในเบื้องต้นว่า ค่ายรถยนต์รับรองการใช้ในระดับ บี 5 เท่านั้น ดังนั้น จึงขอให้หาแนวทางการใช้ บี7 โดย JAMA ระบุว่า ขอเวลา 1 เดือนครึ่ง เพื่อให้คำตอบกลับว่าหากจะให้ใช้ บี 7 จะต้องมีการปรับปรุงเครื่องยนต์และอุปกรณ์ประกอบอย่างไร

ซึ่งการใช้ บี7 จะช่วยให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 2 หมื่นตันต่อเดือน เป็น 7 หมื่นตันต่อเดือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 5 หมื่นตันต่อเดือน

ด้านนายยอดพจน์ วงศ์รักมิตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านธุรกิจการตลาด บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองใช้น้ำมันดีเซล บี7 เป็นการเฉพาะกลุ่มแล้ว แต่การส่งเสริมเป็นนโยบายของภาครัฐ คงต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากยังไม่เป็นที่ยอมรับของค่ายรถยนต์