« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

ราคาพลังงานปีงูเล็ก

ราคาพลังงานปีงูเล็ก

ในปี 2556 นี้ ต้องจับตามองการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน  ที่ดูเหมือนจะไม่ร้อนแรง เหมือนที่ได้มีการพูดกันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพราะอาจจะมีการชะลอการปรับราคาออกไปอีก โดยได้รับการยอมรับจาก คุณพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่าอาจต้องชะลอการปรับขึ้นราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือแอลพีจี ออกไปก่อน จากเดิมที่เคยบอกว่าจะทยอยปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวและภาคขนส่ง ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ในอัตราเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม  โดยจะขอรอดูผลการศึกษามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มีมากกว่า 4 ล้านราย ของสำนักงานโยบายและแผนพลังงาน ให้ชัดเจนก่อน 

แม้ว่าแอลพีจีจะเป็นภาระหนักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ยังค้างจ่ายเงินชดเชยราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีให้กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กว่า 5 พันล้านบาท และยังค้างจ่ายชดเชยราคาก๊าซแอลพีจีให้กับโรงกลั่นน้ำมันอีกกว่า 3 พันล้านบาท ส่งผลให้ภาพกองทุนมีฐานะติดลบกว่า 1 หมื่น 7 พันล้านบาท

ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ เอ็นจีวี ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไฟเขียวให้ทยอยปรับเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม จนถึง 13.28 บาทต่อกิโลกรัม  จากปัจจุบัน 10.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ก็มีข้อแม้ว่า ปตท.จะต้องขยายสถานีบริการเอ็นจีวีให้ครอบคลุมต่อความต้องการ และกระจายให้ครบทุกจังหวัดก่อน ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

แต่ที่แน่ ๆ ที่ปรับขึ้นไปแล้ว ก็เห็นจะเป็นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ  หรือ เอฟที ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ประกาศปรับขึ้นค่าเอฟที งวดเดือนมกราคม ถึง เมษายน 2556 จำนวน 4.04 สตางค์ต่อหน่วย  มีผลให้ค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บงวดนี้เท่ากับ 52.04 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชนตามบิลค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย โดยมีสาเหตุหลัก คือ ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการที่มีมากขึ้น การนำเงินไปใช้หนี้ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่ได้ช่วยแบกรับภาระตรึงค่าเอฟทีในงวดที่ผ่านมากว่า 6 พันล้านบาท  รวมถึงต้นทุนค่าเชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติปรับสูงขึ้นด้วย และในอนาคต หากประเทศไทยยังคงสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในระดับสูงต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ว่าค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนมีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่ที่ 5 บาทต่อหน่วย โดยเฉพาะหากไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาทดแทนได้

ส่วนราคาน้ำมันในกลุ่มเบนซิน ภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศยกเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ก็ทำให้หลาย ๆ สถานีบริการน้ำมันหันมาจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 แทน แน่นอนว่าเมื่อมีผู้ค้ามากราย ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ก็มีโอกาสที่จะปรับลดลงมาได้ โดยได้รับการยืนยันจาก ปตท.แล้วว่าจะกลับมาจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 แน่นอนโดยจะเพิ่มสถานีบริการสูงถึง 600-700 แห่ง จากปีที่ผ่านมามีไม่ถึง 10 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้ค่าการตลาดของน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงมาอยู่ในระดับ 2 บาทกว่าต่อลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 4 บาท 50 สตางค์ -5 บาทต่อลิตร และแน่นอนว่าจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95 ลดลงจากปัจจุบันที่เกือบลิตรละ 50 บาท

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล  เราคงต้องมาลุ้นกันว่ารัฐบาลจะยังคงตรึงราคาไม่ให้เกินลิตรละ30 บาทต่อไปหรือไม่ หลังจากที่ผ่านมาได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปดูแล  รวมถึงต้องจับตาดูว่ากระทรวงการคลังจะกลับมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จากปัจจุบันที่ลดการจัดเก็บจนเหลือลิตรละไม่ถึง 1 สตางค์ ซึ่งแน่นอนว่าหากกระทรวงการคลังกลับมาจัดเก็บให้เท่าราคาเดิมที่เคยเก็บที่ลิตรละ 5 บาท 31 สตางค์ นั่นก็หมายความว่าราคาน้ำมันดีเซลในประเทศจะต้องสูงขึ้นทันที ซึ่งก็จะสะท้อนไปยังต้นทุนค่าขนส่ง ราคาสินค้าและเงินเฟ้อด้วยเช่นกัน

แต่ก็เชื่อว่าในความเป็นจริงรัฐบาลคงยังไม่ตัดสินใจปรับขึ้นภาษีน้ำมันในช่วงครึ่งแรกของปีนี้แน่นอน เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีแผนที่จะปรับขึ้นราคาทั้งในส่วนของแอลพีจีและเอ็นจีวี เพราะหากปรับพร้อมกันหมด ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้