« August 2018»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 

เมนู

 

ย้อนรอย ประมูลไอพีพี การเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี

ย้อนรอย ประมูลไอพีพี การเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี

โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือไอพีพี เป็นโครงการที่รัฐบาลได้เปิดให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าขายเข้าระบบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ซึ่งอยู่ภายใต้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว หรือพีดีพี

การเปิดประมูลไอพีพีครั้งแรกเกิดขึ้นในปลายปี 2537 รัฐบาลมีนโยบายที่จะลดภาระการลงทุนในการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. และต้องการให้ภาคเอกชนเข้าแข่งขันเสนอราคาค่าไฟฟ้าที่ถูกลง และกระจายความเสี่ยงในการผลิตไฟฟ้า โดย กฟผ. เป็นผู้จัดการประมูล

การคัดเลือกไอพีพีครั้งนั้น ให้ความสำคัญกับราคาไฟฟ้าที่แต่ละบริษัทเสนอเข้ามาเป็นปัจจัยหลัก ไม่ได้มีการกำหนดเชื้อเพลิงที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดย กฟผ. สามารถคัดเลือกไอพีพี 7 โครงการ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ขายให้ กฟผ. จำนวน 5,900 เมกะวัตต์

การประมูลไอพีพีในครั้งแรกประสบความสำเร็จอย่างมาก ในแง่ของค่าไฟฟ้าที่ภาคเอกชนเสนอขายให้กับ กฟผ. เป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ กฟผ.สามารถผลิตไฟฟ้าเองได้ แต่มีปัญหาในเรื่องการถูกต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก ของกลุ่มกัลฟ์ และโรงไฟฟ้าหินกรูด ของกลุ่มสหยูเนี่ยน  ไม่สามารถก่อสร้างในพื้นที่ อำเภอบ่อนอก และอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ ต้องมีการย้ายพื้นที่ในการก่อสร้างไปยังจังหวัดสระบุรี และราชบุรีแทน

การเปิดประมูลไอพีพีครั้งที่สอง เกิดขึ้นในกลางปี 2550 เปิดตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2554-2556 กำหนดไม่ให้รัฐวิสาหกิจ และบริษัทที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้นเกิน 50% เข้าร่วมการประมูล มีนโยบายเน้นความหลากหลายของเชื้อเพลิง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากไปโดยเฉพาะถ่านหิน ซึ่งในครั้งนั้น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. เป็นผู้จัดการประมูล

ในครั้งที่สองมีผู้ชนะการประมูล 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 4,400 เมกะวัตต์ แต่นับตั้งแต่ได้ผู้ชนะการประมูลจนถึงปัจจุบันมีเพียงโรงไฟฟ้าถ่านหิน โครงการเก็กโค่-วัน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จจ่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ได้เมื่อกลางปี 2555 ที่ผ่านมา ส่วนอีก 3 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

และในปลายปี 2555 สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ สกพ. ได้มีการประกาศเปิดประมูลไอพีพี ครั้งที่สาม ซึ่งการประมูลในครั้งนี้เปิดให้มีการประมูลแข่งขันรับซื้อไฟฟ้าจำนวน 5,400 เมกะวัตต์ และกำหนดให้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยให้ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบในปี 2564-2569 คาดว่าการเปิดประมูลครั้งนี้จะมีเม็ดเงินลงทุนมากถึง 1.13 แสนล้านบาท

ซึ่งได้มีการเปิดให้ซื้อซองประมูลตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2555 และปิดให้รับซื้อซองไปเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ปรากฏว่ามีผู้สนใจซื้อซองประมูลถึง 89 ราย จากที่ตั้งเป้าไว้เพียง 60 รายเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจไฟฟ้าที่รู้จักกันดี และได้เข้าร่วมการประมูลมาตั้งแต่ครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงการเติบโตในด้านธุรกิจไฟฟ้าของประเทศไทย และในอนาคตที่จะเชื่อมโยงเข้าสู่การเป็นประชาคมเสรีเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี

โดยการประมูลไอพีพีครั้งนี้คาดว่าจะรู้ผลภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนเท่านั้นที่จะได้ทราบว่าใครจะเป็นผู้ชนะประมูลไอพีพีในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม จากการประมูลไอพีพีทั้งสามครั้งที่เกิดขึ้น จะเห็นถึงความแตกต่างของนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ โดยการประมูลครั้งนี้กำหนดให้ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเท่านั้น เพื่อลดกระแสการต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จึงต้องยอมรับว่าการเสนอราคาค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ คงจะไม่ได้ถูกเหมือนสองครั้งแรก เพราะต้องมีการนำราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจี มาคำนวณรวมเป็นต้นทุนราคาก๊าซฯ ด้วย และจะต้องจับตามองด้วย ผู้ชนะการประมูลจะสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ตามแผนหรือไม่