« September 2018»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

เมนู

 

ก.พลังงานลงนามสัมปทานปิโตรเลียม

นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนาม    ให้สัมปทานเพื่อสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบกจำนวน 4 สัมปทาน ใน 5 แปลงสำรวจ   แก่กลุ่มบริษัทผู้รับสัมปทาน  5  บริษัท  ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514

                การให้สัมปทานครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2552  ที่ได้อนุมัติให้กระทรวงพลังงานออกสัมปทานปิโตรเลียม ให้แก่ผู้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมที่ได้ผ่านการคัดเลือกและกลั่นกรองโดยคณะกรรมการปิโตรเลียมและกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติแล้ว  เพื่อเร่งรัดสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น  ตามนโยบายของรัฐบาล  โดยในวันนี้ได้มีการออกสัมปทานจำนวน  4  สัมปทานสำหรับแปลงสำรวจบนบก 5 แปลงโดยมีรายละเอียด ดังนี้

                                               1.  แปลงสำรวจหมายเลข L3/50  ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  ลำพูน  ตาก  และลำปาง  ออกให้แก่บริษัท JSX Energy (Thailand) Limited

                                               2. แปลงสำรวจหมายเลข L50/50 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดสระแก้ว บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ออกให้แก่บริษัท  Pearl Oil (Resources) Ltd.

                                               3.  แปลงสำรวจหมายเลข L52/50 และ L53/50 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัด สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และกระบี่  ออกให้แก่ บริษัท Pearl Oil  (Petroleum) Ltd.  และบริษัท Carnarvon Petroleum Limited  

                                               4.  แปลงสำรวจหมายเลข L31/50 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์  มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ ออกให้แก่บริษัท Shaanxi Yanchang Petroleum (Group) Co., Ltd.

                                การให้สัมปทานปิโตรเลียมดังกล่าวสืบเนื่องจากการที่กระทรวงพลังงานได้ออกประกาศ      ลงวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 เชิญชวนให้บริษัทปิโตรเลียมยื่นขอสัมปทานรอบที่ 20 สำหรับแปลงสำรวจในเขตพื้นที่บนบกและในอ่าวไทย รวม 65 แปลงสำรวจ มีผู้ยื่นคำขอจำนวน 37 ราย รวม 74 คำขอ ใน 52                              แปลงสำรวจ (44 แปลงบนบก และ 8 แปลงในอ่าวไทย) และกระทรวงพลังงานโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีได้ออกสัมปทานปิโตรเลียมให้แก่ผู้ได้รับการพิจารณาให้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมไปแล้วรวม 18 สัมปทาน ใน 21 แปลงสำรวจ เป็นแปลงบนบก 14 แปลง และในอ่าวไทย 7 แปลง

 

     

                                การให้สัมปทานปิโตรเลียมครั้งนี้จะทำให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสในการค้นพบแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ  รวมทั้งมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น อันเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ  โดยบริษัทที่ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้รับสัมปทาน สำหรับ 5 แปลงสำรวจมีข้อผูกพันที่จะต้องลงทุนดำเนินงานสำรวจช่วงระยะ 3 ปีแรก (พ.ศ. 2553 2555) คือ  ทำการศึกษาธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ ประมวลผลข้อมูลเดิม             การสำรวจวัดความไหวสะเทือนแบบสองมิติ เป็นระยะทาง 1,050 กิโลเมตร  การสำรวจวัดความไหวสะเทือนแบบสามมิติ ครอบคลุมพื้นที่ 200 ตารางกิโลเมตร และเจาะหลุมสำรวจ 5  หลุม ซึ่งจะใช้เงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 47  ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,500 ล้านบาท และนอกจากนั้นในการลงนามสัมปทานครั้งนี้รัฐจะได้รับเงินผลประโยชน์พิเศษในรูปของโบนัสการลงนาม เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาปิโตรเลียมในประเทศไทย ทุนการศึกษาและฝึกอบรม เป็นเงินอีกประมาณ 52 ล้านบาทด้วย      ทั้งนี้การลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้เกิดการจ้างแรงงานในประเทศ  มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี  ให้กับคนไทยในท้องถิ่นอีกด้วย   โดยหากมีการค้นพบและการผลิตปิโตรเลียมรัฐจะได้รับประโยชน์ในรูปของเงินค่าภาคหลวงในอัตราร้อยละ 5-15 ตามระดับของอัตราการผลิต รวมทั้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียมในอัตราร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ และหากเป็นแหล่งใหญ่หรือน้ำมันมีราคาสูงก็จะได้รับผลประโยชน์       ตอบแทนพิเศษตามกฎหมายเพิ่มขึ้นด้วย

             ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งทรัพยากรในประเทศในรูปของ            ก๊าซธรรมชาติ คอนเดนเสท และน้ำมันดิบ คิดเป็นปริมาณเทียบเท่าน้ำมันดิบประมาณวันละ 700,000 บาร์เรล หรือร้อยละ 40 ของความต้องการปิโตรเลียมใช้ภายในประเทศ โดยใน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553  คือตุลาคม 2552 ถึงมกราคม 2553 สามารถผลิตปิโตรเลียมได้คิดเป็นมูลค่า 153,298  ล้านบาท  และรัฐได้รับผลประโยชน์ในรูปค่าภาคหลวงปิโตรเลียมในช่วงเวลาเดียวกันเป็นเงิน 18,937 ล้านบาท